ความสำคัญของวิตามินบี 2 ที่ร่างกายควรได้รับ

ความสำคัญของวิตามินบี 2 ที่ร่างกายควรได้รับ

ประเภทของวิตามินแบ่งออกเป็น 2 ประเภท

1. วิตามินที่ละลายในน้ำ: เป็นวิตามินที่ร่างกายจําเป็นต้องได้รับอยู่เป็นประจําสม่ำเสมอ
เนื่องจากวิตามินชนิดนี้สามารถละลายในน้ำได้ และถูกความร้อนทําลายได้ง่าย
จึงอยู่ในร่างกายได้ในระยะสั้นๆ ตามปกติจะอยู่ในร่างกายราว 4-6 ชั่วโมง ถ้าร่างกายไม่ได้ใช้วิตามินชนิดนี้
เกือบทั้งหมดจะถูกขับออกมาทางปัสสาวะและเหงื่อ (ยกเว้นวิตามินบี 12 ที่ถูกเก็บไว้ในตับ)
วิตามินที่ละลายในน้ำได้ คือ กลุ่มวิตามินบี ซี และเอช
2. วิตามินที่ละลายในไขมัน:
เป็นวิตามินที่ถูกดูดซึมพร้อมไขมันในบริเวณลําไส้เล็กเข้าสู่กระแสเลือดและนําไปเก็บไว้ที่ตับ
วิตามินชนิดนี้ทนต่อความร้อนได้ดี และสามารถสะสมอยู่ในร่างกายของมนุษย์ได้นานนับเดือนนับปี
ขึ้นอยู่กับความต้องการวิตามินในแต่ละบุคคล
ดังนั้นจึงควรระมัดระวังการรับประทานวิตามินที่ละลายในไขมันในปริมาณที่มากเกินไป
เพราะหากได้รับมากเกินไปในช่วงเวลาหนึ่งอาจถึงระดับเป็นพิษ วิตามินที่ละลายในไขมัน คือ วิตามินเอ ดี อี
เค และคิว (A, D, E, K,Q)
วิตามินบี 2 เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ไรโบฟลาวิน (Riboflavin)
เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำได้เช่นเดียวกับวิตามินบีตัวอื่นๆ วิตามินบี 2
มีความจําเป็นต่อกระบวนการเมตาบอลิซึมที่สําคัญในร่างกาย การหายใจของเซลล์ การเจริญเติบโต
และสร้างพลังงาน จากการศึกษาพบว่าร่างกายจะมีความต้องการวิตามินบี 2
เพิ่มมากขึ้นในระยะที่เซลล์กําลังเจริญเติบโต เช่น ระยะของการตั้งครรภ์
หรือระยะพักฟื้นเพื่อให้บาดแผลสมานตัว โดยวิตามินบี 2
จะถูกดูดซึมผ่านผนังของลําไส้เล็กเข้าสู่ระบบหมุนเวียนโลหิต เพื่อส่งไปยังเนื้อเยื่อในร่างกาย
วิตามินบี 2 จากแหล่งอาหาร วิตามินบี 2 พบในอาหารจําพวกข้าวไม่ขัดผิว ธัญพืช เนื้อสัตว์ ตับ เนย นม
ไข่แดง ยีสต์ โยเกิร์ต บรอกโคลี อะโวคาโด ผักใบเขียว ถั่ว โสม เป็นต้น
คุณประโยชน์ของวิตามินบี 2

• ช่วยให้การเจริญเติบโตเป็นไปตามปกติ ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ทําให้อวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะผิวหนัง
หนังศีรษะ ผม ลิ้น ตา แข็งแรง
• ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง
• ช่วยให้การมองเห็นดี ป้องกันและรักษาโรคต้อกระจก
• ช่วยในการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน
• ลดความเครียดที่เกิดขึ้นกับจิตใจในภาวะต่างๆ
ผลจากการขาดวิตามินบี 2
• ชะลอการเจริญเติบโตของร่างกาย
• ระบบย่อยอาหารทํางานไม่มีประสิทธิภาพ
• เป็นโรคปากนกกระจอก
• ผิวหนังแห้งแตก
• ผิวหนังอักเสบ
• ริมฝีปากแดง ปวดแสบปวดร้อนในปากและลิ้น
• ปวดแสบปวดร้อนที่ตา คันตา มองแสงจ้าๆ ไม่ค่อยได้
• อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร
ปริมาณวิตามินบี 2 ที่ร่างกายควรได้รับ ใครควรได้รับวิตามินบี 2 ในปริมาณเท่าไรนั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย
การรับประทานวิตามินบี 2 ในปริมาณมากยังไม่ปรากฏว่าเป็นพิษต่อร่างกายแต่อย่างใด เนื่องจากวิตามินบี 2
สามารถละลายในน้ำได้ จึงถูกขับออกทางปัสสาวะอย่างรวดเร็ว
เกี่ยวกับการเสริมวิตามินบี 2 วิตามินบี 2 กับการบําบัดรักษา มีคํากล่าวอ้างว่าวิตามินบี 2
มีส่วนช่วยให้การบําบัด รักษาอาการของโรคดังต่อไปนี้ทุเลาลงได้
• โรคเชื้อราแคนดิดา
• โรคโลหิตจาง
• โรคดีซ่าน
• โรคต้อกระจก
• มาลาเรีย
• ปวดศีรษะไมเกรน

• มะเร็งหลอดอาหาร
• มีอาการเป็นตะคริวในขณะตั้งครรภ์
เสริมวิตามินบี 2 ทางเลือกที่เหมาะสําหรับใคร คุณอาจจําเป็นต้องพิจารณาวิตามินบี 2
เป็นทางเลือกเพื่อสุขภาพหากอยู่ในข่ายดังต่อไปนี้
• มีอาการขาดวิตามินบี 2
• เป็นมังสวิรัติที่เคร่งครัด
• สตรีที่กินยาคุมกําเนิดเป็นประจํา
• เป็นผู้ที่มีสมาธิต่ำ
• ผู้ป่วยเบาหวาน
• มีอาการผิดปกติทางตา ตาแดง ช้ำเลือด ระคายเคือง
• ลิ้นและริมฝีปากอักเสบ
• ผิวหนังเป็นพื้นอักเสบ
• เล็บแตก
• เส้นผมร่วง ขาดความเงางาม
• เป็นผู้ใช้ชีวิตอย่างมีความเครียดสูง
• ผู้สูงอายุที่ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ
ปริมาณที่แนะนำ 25-100 มิลลิกรัม : วัน เพื่อการบําบัดรักษา **การรับประทานวิตามินบี 2 เสริม
เกินกว่าวันละ 200 มิลลิกรัมต่อวัน ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ
ข้อพึงคํานึงก่อนการใช้วิตามินบี 2 เสริม
• อ่านฉลากและศึกษาการใช้วิตามินตัวนี้ให้เข้าใจ
• ผู้ที่มีแนวโน้มจะป่วยเป็นโรคต้อกระจก หรือเป็นโรคนี้อยู่แล้วควรระมัดระวังในการรับประทานวิตามินบี
2 เสริม การรับประทานน้อยเกินไปจะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคนี้
แต่ขณะเดียวกันหากรับประทานมากเกินไปก็เป็นผลเสียเช่นกัน
เพราะการได้รับวิตามินชนิดนี้ร่วมกับแสงและออกซิเจนจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต้อกระจกได้
ดังนั้นจึงไม่ควรรับประทานเกิน 10 มิลลิกรัมต่อวัน
• วิตามินบี 2 ที่รับประทานเสริมในปริมาณสูงอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะการขาดแมกนีเซียมได้