ทัศนคติที่มีต่อการใช้วิตามินและแร่ธาตุเสริม

ทัศนคติที่มีต่อการใช้วิตามินและแร่ธาตุเสริม

ในประเทศไทย ความเห็นเกี่ยวกับการใช้วิตามินและอร่ธาตุเสริมมีทั้งเห็นควรและไม่เห็นควร กลุ่มที่ไม่เห็นควรนั้นมีความคิดว่า ในเมื่อร่างกายของเราสามารถรับวิตามินและแร่ธาตุต่างๆได้จากอาหารในชีวิตประจําวันอยู่แล้ว ก็ไม่มีความจําเป็นที่จะต้องซื้ออาหารเสริมตัวใดมารับประทานเพิ่ม เพราะจะเป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุเสียเปล่าๆ อีกทั้งนอกจากคํากล่าวอ้างและค่านิยมแล้วก็ยังไม่มีคํายืนยันอย่างเป็นทางการว่าการรับประทานวิตามินและแร่ธาตุเสริมจะช่วยบําบัดรักษาสุขภาพได้ อีกทั้งยังมีความเป็นห่วงว่าการรับประทานวิตามินและแร่ธาตุเสริมบางชนิดอาจจะทําให้เกิดพิษสะสมและเกิดผลเสียต่อร่างกายได้

ในขณะที่กลุ่มผู้เห็นควรให้เหตุผลว่า หากศึกษาถึงลักษณะทางคุณและโทษของวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ อย่างถ่องแท้ รวมถึงใช้วิตามินและแร่ธาตุให้ตรงกับความต้องการของร่างกายแต่ละบุคคลจริงๆ วิตามินและแร่ธาตุเสริมก็จะมีประโยชน์อย่างมากในการป้องกัน ฟื้นฟู และบํารุงสุขภาพ เช่น การรับประทานวิตามินซีเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันไข้หวัดในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง การให้วิตามินเคเสริมกับผู้ที่มีปัญหาเลือดแข็งตัวช้าเมื่อจะทําการผ่าตัด การให้วิตามินดีหรือแคลเซียมเสริมแก่ผู้สูงอายุที่มีปัญหาเกี่ยวกับภาวะกระดูกเสื่อมถอย การรับประทานกรดโฟลิกสําหรับหญิงที่วางแผนตั้งครรภ์ เป็นต้น

ศาสตราจารย์นายแพทย์เฉลียว ปิยะชน อาจารย์พิเศษคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้กล่าวถึง การใช้วิตามินเสริมอย่างน่าสนใจในหลายๆ ประเด็นไว้ในหนังสือที่ท่านเป็นผู้เขียนขออนุญาตยกข้อความตอนหนึ่งดังนี้

“แพทย์กระแสหลักยังยึดมั่นในขนาดที่กําหนดไว้ใน อาร์ดีเอ (RDA, Recommended Daily Allowance) ซึ่งเป็นการกําหนดขนาดของวิตามินชนิดต่างๆ ที่ร่างกายควรได้รับเพื่อป้องกันการเกิดโรคขาดวิตามินชนิดต่างๆ ซึ่งเป็นโรคที่เกิดขึ้นในสมัยเมื่อหลายสิบปีก่อน โดยยึดหลักว่าถ้าได้รับวิตามินขนาดที่แนะนําแล้วจะไม่เกิดโรคนั้นๆ แพทย์หรือประชาชนส่วนใหญ่ ก็ยังยึดมั่นในตัวเลขขนาดวิตามินนั้นๆ และมักกล่าวว่า หากรับประทานอาหารครบห้าหมู่ก็จะได้วิตามินต่างๆ พอรับประทานเสริมก็ไม่มีประโยชน์ จะขับออกทางปัสสาวะหมด…หรือในกลุ่มวิตามินที่ละลายในไขมัน เช่น วิตามินอี ก็กลัวว่าจะไปสะสมในร่างกายแล้วเป็นอันตราย นี่เป็นความเข้าใจผิดตั้งแต่ความรู้พื้นฐาน เพราะวิตามินมีคุณค่าและคุณสมบัติมากกว่าแค่ป้องกันโรคขาดวิตามิน แต่มีหน้าที่ทําให้ร่างกาย-อวัยวะต่างๆ ทําหน้าที่ วิตามินเป็นอาหารที่ควรได้รับจึงไม่ควรเข้มงวดเช่นยา ความรู้ใหม่ๆทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ และการแพทย์เองชี้ชัดว่า ควรได้รับสูงกว่าที่กําหนดไว้เก่า การที่แพทย์ออกมาต่อต้านการใช้วิตามินที่มีขนาดสูงกว่าเดิมหรือการใช้เสริมจึงเป็นความรู้ที่ล้าสมัย”

ทั้งสองความคิดเห็นที่แตกต่างล้วนมีเหตุผลที่ควรนําไป ขบคิด ด้วยเหตุนี้ การจะเลือกใช้วิตามินและแร่ธาตุเสริมหรือไม่ สุดท้ายแล้วก็อยู่ที่ตัวคุณที่จะเป็นผู้เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่สุขภาพของคุณเอง

ที่นี้ เราก็มาทําความรู้จักกับวิตามินและแร่ธาตุแต่ละตัวกัน

ประเภทของวิตามินแบ่งออกเป็น 2 ประเภท

  1. วิตามินที่ละลายในน้ำ: เป็นวิตามินที่ร่างกายจําเป็นต้องได้รับอยู่เป็นประจําสม่ำเสมอ เนื่องจากวิตามินชนิดนี้สามารถละลายในน้ำได้ และถูกความร้อนทําลายได้ง่าย จึงอยู่ในร่างกายได้ในระยะสั้นๆ ตามปกติจะอยู่ในร่างกายราว 4-6 ชั่วโมง ถ้าร่างกายไม่ได้ใช้วิตามินชนิดนี้ เกือบทั้งหมดจะถูกขับออกมาทางปัสสาวะและเหงื่อ (ยกเว้นวิตามินบี 12 ที่ถูกเก็บไว้ในตับ) วิตามินที่ละลายในน้ำได้ คือ กลุ่มวิตามินบี ซี และเอช
  2. วิตามินที่ละลายในไขมัน: เป็นวิตามินที่ถูกดูดซึมพร้อมไขมันในบริเวณลําไส้เล็กเข้าสู่กระแสเลือดและนําไปเก็บไว้ที่ตับ วิตามินชนิดนี้ทนต่อความร้อนได้ดี และสามารถสะสมอยู่ในร่างกายของมนุษย์ได้นานนับเดือนนับปี ขึ้นอยู่กับความต้องการวิตามินในแต่ละบุคคล ดังนั้นจึงควรระมัดระวังการรับประทานวิตามินที่ละลายในไขมันในปริมาณที่มากเกินไป เพราะหากได้รับมากเกินไปในช่วงเวลาหนึ่งอาจถึงระดับเป็นพิษ วิตามินที่ละลายในไขมัน คือ วิตามินเอ ดี อี เค และคิว (A, D, E, K,Q)