แนวคิดของนักธุรกิจระดับโลก

แนวคิดของนักธุรกิจระดับโลก

แนวคิดของบิลเกสต์

              คงเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า บิล เกตส์ ผู้ครองตําแหน่งอภิมหาเศรษฐีหมายเลขหนึ่งของโลกในช่วงเวลา 13 ปีที่ผ่านมา ออกจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ก่อนเรียบจบหลักสูตรปริญญาตรี ปัจจัยที่ทําให้เขาออกกลางคันได้แก่ ความต้องการที่จะทุ่มเทเวลาให้กับการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ผลของความทุ่มนั้นเป็นที่รู้กันอย่างทั่วถึงแล้ว ตอนนั้นบิล เกตส์ อายุยังไม่ครบ 52 ปี แต่ได้ประกาศว่า เขาจะเกษียณจากบริษัทไมโครซอฟท์ในราวอีก 1 ปี หลังจากนั้นเขาจะทุ่มเทเวลาให้กับการแก้ปัญหาของโลก

กฎทอง…ที่ไม่มีสอนในโรงเรียน เป็นกฎที่ บิล เกตต์ เค เคยพูดเอาไว้ เมื่อมีคนถามว่า ทําอย่างไรเขาถึงได้ประสบความสําเร็จ และรวยมหาศาล เช่นทุกวันนี้ ที่สําคัญสิ่งเหล่านี้ หาไม่เจอในโรงเรียน หรือสถาบันการศึกษา ที่เราเรียนกันมากว่า 10 ปี

กฎข้อที่ 1 ชีวิตนี้ไม่ยุติธรรมนักหรอก ทําความเคยชินกับมันซะเถอะ

กฎข้อที่ 2 โลกไม่สนใจหรอก ว่าคุณจะมั่นใจในตัวเองแค่ไหนแต่โลกนี้คาดหวังความสําเร็จที่เกิดจากความมั่นใจ ของคุณต่างหาก

กฎข้อที่ 3 ไม่มีทางที่คุณจะทําเงินได้ปีละ 60,000 เหรียญ (เกือบ 2 ล้าน) ทันทีที่เพิ่งจบมัธยม และก็อย่าหวังเลยว่าจะได้เป็นประธานบริษัท ที่มีรถประจํา ตําแหน่งพร้อมโทรศัพท์ในรถส่วนตัวด้วย

กฎข้อที่ 4 ถ้าคุณคิดว่าอาจารย์กําลังสอนบทเรียนอันน่าเบื่อลองไปทํางาน แล้วเจอกับเจ้านายสิ

กฎข้อที่ 5 การคิดคําแสลงใหม่ ๆ ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะตา ยายของคุณก็เคยทํามาก่อน

กฎข้อที่ 6 ชีวิตที่ยุ่งเหยิงของคุณไม่ใช่ความผิดของพ่อแม่ เลิกคร่ำครวญเกี่ยวกับสิ่งที่พลาดไปแล้ว แต่จงเรียนรู้จากมัน

กฎข้อที่ 7 ก่อนที่คุณจะเกิด พ่อแม่ไม่ได้น่าเบื่อ เหมือนที่คุณออกรู้สึกตอนนี้ พวกเขาต้องทํางานอย่างหนัก มาจ่ายบิลต่าง ๆ ต้องซักเสื้อผ้าให้กับคุณ พวกเขาต้องอดทนฟังคุณคุยอวดในเรื่องไร้สาระ ดังนั้นถ้าคุณคิด จะทําเรื่องใหญ่ ๆ อะไรก็ตาม ช่วยเก็บตู้เสื้อผ้ารกๆของคุณให้สะอาดซะก่อน

กฎข้อที่ 8 ชีวิตในโรงเรียน อาจตัดสินคุณว่า เป็นผู้ชนะ หรือแพ้แต่ชีวิตจริงนั้น ไม่ใช่ บางโรงเรียน สอนการ เป็นผู้แพ้ด้วยซ้ำไป แถมยังให้โอกาสคุณมากมาย ในการทําสิ่งที่ถูกต้องพูดง่ายๆ ก็คือชีวิตในโรงเรียนไม่เหมือนชีวิตจริงหรอก

กฎข้อที่ 9 ชีวิตไม่ได้แบ่งเป็นเทอม ๆ ไม่มีช่วงซัมเมอร์ให้คุณไปค้นหาตัวตน

กฎข้อที่ 10 สิ่งที่เกิดขึ้นในโทรทัศน์ไม่ใช่ชีวิตจริงเพราะในชีวิตจริง ผู้คนต้องรีบเช็คบิลจากร้านกาแฟ และตรงดิ่งไปทํางาน เราจะเห็นว่าในละครส่วนใหญ่ คนมักออกจากที่ทํางานมาคุยกันที่ร้านกาแฟ

กฎข้อที่ 11 เป็นมิตรกับความเนิร์ด แล้วชีวิตคุณจะไม่ต้องเป็นลูกจ้างใครอีกต่อไป

“จงอย่าใจร้อนและกระหายที่จะประสบความสําเร็จ แต่ให้มองโลกตามความเป็นจริง เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นด้วยความ กระตือรือร้น”

ทํางานได้สําเร็จ ตามสตีฟ จ๊อบส์

  1. นวัตกรรม เป็นสิ่งที่ทําให้เกิดความแตกต่างระหว่างผู้นําและผู้ตามนวัตกรรม หรือวิธีการใหม่เป็นสิ่งไร้ขีดจํากัดมีเพียงจินตนาการเท่านั้นที่มีขอบเขต ถึงเวลาแล้วที่คุณต้องเริ่มคิดนอกกรอบ ถ้าคุณทํางานในภาคธุรกิจที่กําลังเติบโต ต้องรู้จักคิดหาทางทํางานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นทําให้ลูกค้าพึงพอใจและอยากจะทําธุรกรรมด้วย แต่ถ้าคุณอยู่ในธุรกิจที่กําลังหดตัวต้องรีบออกมาจากธุรกิจนั้น โดยเร็ว และเปลี่ยนแปลงก่อนที่คุณจะกลายเป็นคนตกยุค ตกงาน หรือธุรกิจล่มสลาย และต้องจําไว้เสมอว่า คุณจะผัดวันประกันพรุ่ง ไม่ได้ ต้องเริ่มเปลี่ยนแปลงเดี๋ยวนี้
  2. จงเป็นคนที่มีคุณภาพสูง คนบางคนไม่เคยชินกับการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่คาดหวังความเป็นเลิศ ไม่มีหนทางลัดสู่ความเป็นเลิศ คุณจะต้องตั้งใจและให้ความสําคัญ ใช้ความสามารถ ทักษะ และพรสวรรค์ที่มี พยายามทําให้มากกว่าคนอื่น มีมาตรฐานสูงกว่า และใส่ใจในรายละเอียดที่ทําให้เกิดความแตกต่าง ความเป็นเลิศไม่ใช่เรื่องยาก แต่คุณต้องลงมือทําทันที แล้วคุณจะประหลาดใจในสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต
  3. วิธีเดียวที่จะทํางานให้ได้ผลดีเยี่ยม คือ คุณต้องรักในสิ่งที่ทํา ถ้าคุณยังไม่เจอสิ่งที่รักในตอนนี้ จงมองหาไปเรื่อยๆ อย่าด่วนสรุป เพราะมันเป็นเรื่องของหัวใจ คุณจะรู้ได้เอง เมื่อเจอสิ่งที่รัก จงทําในสิ่งที่รัก มองหาอาชีพการงานที่ทําให้คุณมีจุดประสงค์ ทิศทาง และความพึงพอใจในชีวิต เมื่อคุณมีเป้าหมาย และพยายามไปให้ถึงมันจะทําให้ชีวิตของคุณมีความหมายทิศทางและความพอใจ ซึ่งไม่เพียงช่วยให้มีสุขภาพดี และอายุยืนยาวแต่ยังจะช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้นเมื่อต้องเผชิญอุปสรรค
  4. คุณก็รู้ว่าอาหารส่วนใหญ่ที่เรากิน เราไม่ได้ผลิตด้วยตัวเราเอง เราสวมใส่เสื้อผ้าที่คนอื่นผลิต เราพูดภาษาที่คนอื่นพัฒนาขึ้น เราใช้คณิตศาสตร์ที่คนอื่นค่อยๆ ปรับปรุงมาเรื่อย ๆ หมายถึงว่า เราเป็นฝ่ายรับอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้น คงเป็นความรู้สึกที่น่าปลาบปลื้มอย่างยิ่งที่เราสามารถสร้างสรรค์บางสิ่งบางอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ
  5. มีคําพูดในพุทธศาสนาว่า จิตของผู้เริ่มต้นมันเป็นสิ่งมหัศจรรย์อย่างยิ่ง ที่ทุกคนควรจะมีจิตของผู้เริ่มต้นซึ่งเขาอธิบายต่อไปว่ามันเป็นจิตที่มองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างตาม ความเป็นจริง ซึ่งค่อย ๆทําให้เราตระหนักถึงแก่นแท้ของสิ่งเหล่านั้น จิตของผู้เริ่มต้น ก็คือการนําหลักการของเซนมาปฏิบัติจริง เป็นจิตบริสุทธิ์ที่ปราศจากอคติ การคาดหวัง การตัดสิน ความลําเอียง ให้คิดว่าจิตของผู้เริ่มต้นเป็นเหมือนจิตของเด็กน้อย ซึ่งเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น ความสงสัย และความประหลาดใจ

 

  1. เราคิดว่าโดยทั่วไปแล้ว คุณดูโทรทัศน์เพื่อพักสมอง และคุณใช้คอมพิวเตอร์ เมื่อต้องการให้สมองทํางานในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา มีรายงานการศึกษาจํานวนมากที่ยืนยัน หนักแน่นว่า การดูทีวีส่งผลเสียด้านจิตใจ และมีอิทธิพลด้านศีลธรรม และคนที่ติดทีวีส่วนมาก แม้จะรู้ว่ามันทําให้ชินชา และเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ แต่ก็ยังใช้เวลาส่วนใหญ่นั่งอยู่หน้าจอสี่เหลี่ยม ดังนั้น จงปิดทีวีซะเพื่อถนอมเซลล์สมอง แต่ต้องระวังเพราะ การใช้คอมพิวเตอร์ก็อาจเป็นการพักสมองได้เช่นกัน ลองเปลี่ยนมาเล่นเกมที่พัฒนาสติปัญญาดีกว่า

 

 

ทําเลร้านกาแฟที่ดีมีที่ไหน

ทําเลร้านกาแฟที่ดีมีที่ไหน

ทําเลดีหายากยิ่งกว่าทองแล้วเราจะไปหาทําเลดีๆ ได้ที่ไหน ตอนนี้แม้กระทั่งในปั้มน้ำมันก็มีร้านกาแฟแล้วเกือบทุกปั้ม ทําเลที่มองว่ายังมีโอกาสอยู่คือ ทําเลในโรงพยาบาล สถานที่ราชการขนาดใหญ่ แล้วก็มหาวิทยาลัย เพราะเป็นกลุ่มคนทํางานและนักศึกษาที่มักมีไลฟ์สไตล์ในการดื่มกาแฟอยู่แล้ว ทําเลในโรงพยาบาลก็อาจเริ่มหายากแล้วเพราะโรงพยาบาลใหญ่ๆ เกือบทุกแห่งก็มีร้านกาแฟจับจองพื้นที่ไปแล้ว แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ บางทําเลคนทั่วไปอาจมองข้ามแต่เป็นทําเลที่มีศักยภาพ เช่น ทําเลในโรงพยาบาลสัตว์
สาขาร้านกาแฟในโรงพยาบาลสัตว์ของจุฬา ตอนแรกก็ไม่คิดว่าทำเลนี้จะไปได้ดี เพราะคิดว่าคนที่นําสัตว์มารักษาคงมีไม่มาก แต่พบว่า คนที่นําสัตว์เลี้ยงมารักษาต้องมาเข้าคิวแต่เช้า และเขาไม่สามารถเดินออกไปหาอาหารรับประทานที่โรงอาหารของจุฬาได้ เพราะโรงอาหารห้ามนำสัตว์เลี้ยงเข้าไป แต่คนรักสัตว์จะให้เขาปล่อยสัตว์เลี้ยงไว้ตามลําพังก็คงไม่ได้ ดังนั้นร้านกาแฟในทําเลนี้จึงขายกาแฟและขายอาหารง่ายๆ ปรากฏว่าขายดีมาก แต่ร้านนี้พนักงานก็จะมีหน้าที่พิเศษเพิ่มขึ้นมาคือ หน้าที่เก็บอุจจาระสุนัขด้วย ซึ่งพนักงานในสาขานี้ก็ต้องเลือกคนที่รักสัตว์ เพราะจะต้องพบกับสัตว์หลากหลายรูปแบบอยู่เสมอ
โอกาสของทําเลในต่างจังหวัด
เมื่อทําเลดีๆ ในกรุงเทพฯ หายากเหลือเกิน หลายคนเริ่มถามถึงต่างจังหวัด รวมทั้งคนที่อยู่ต่างจังหวัดก็กําลังสนใจอยากเปิดร้านกาแฟมากขึ้น สําหรับทําเลในต่างจังหวัดที่มีการพูดถึงกันมากคือ ทําเลในปั้มน้ำมัน ทําเลในแหล่งท่องเที่ยว ทําเลในปั้มน้ำมันเป็นทําเลที่มีศักยภาพสูง เพราะมีผู้คนสัญจรไปมาอยู่เสมอ และกลุ่มคนที่มีรถมักจะเป็นคนที่มีศักยภาพ ส่วนทําเลในแหล่งท่องเที่ยวนั้นได้เปรียบในเรื่องจํานวนคนที่เดินทางมาท่องเที่ยว และคนที่มาท่องเที่ยวมักเป็นกลุ่มที่มีกําลังทรัพย์และพร้อมที่จะจับจ่ายใช้สอยอยู่แล้ว นอกจากนี้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวซึ่งมีเงินสะพัด มักจะมีฐานะดีกว่าประชาชนในท้องถิ่นที่ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยว
บางคนอาจจะคิดว่าคนต่างจังหวัดไม่ดื่มกาแฟสดเพราะราคาแพงแต่จริงๆแล้วคนต่างจังหวัดรู้จักกาแฟสดมานานแล้วเหมือนกัน สังเกตว่าเวลาเราเดินทางไปต่างจังหวัดจะเห็นร้านกาแฟสดที่มีร้านอยู่ริมถนนขึ้นป้ายเชิญชวนให้คนที่ขับรถผ่านไปมาแวะเข้าไปหยุดพักดื่มกาแฟสด ทําเลร้านกาแฟในต่างจังหวัดจึงยังมีโอกาสอยู่โดยเฉพาะในจังหวัดใหญ่ๆ หรือในอําเภอใหญ่ๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องทําการวิเคราะห์ทําเลให้ละเอียดว่า ประชาชนที่อาศัยอยู่มีไลฟ์สไตล์ดื่มกาแฟหรือไม่ ดื่มกาแฟชนิดไหน เคยมีร้านกาแฟมาเปิดในละแวกนี้แล้วหรือไม่ รวมถึงประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่มีรายได้เฉลี่ยมากน้อยเพียงใด และน่าจะมีกําลังซื้อกาแฟแก้วละเท่าใด การวิเคราะห์ทําเลจะมีผลกับการลงทุน การออกแบบตกแต่งร้าน และการกําหนดราคาขายด้วย เพราะหากเราทราบอยู่แล้วว่าประชาชนในแถบนี้ ส่วนใหญ่มีรายได้เฉลี่ย 500 บาทต่อวัน ก็คงเป็นไปได้น้อยที่จะหันมาดื่มกาแฟ แก้วละ 50 บาทต่อวัน แต่หากเป็นแก้วละ 20-25 บาท ก็น่าจะเหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
การวิเคราะห์ทําเล
อย่างไรก็ตาม การเลือกทําเลยังต้องมีการวิเคราะห์ทําเลอย่างละเอียด เช่น ในบริเวณย่านนั้นมีผู้คนสัญจรไปมามากก็จริง แต่เป็นการสัญจรที่ไม่สะดวกในการซื้อกาแฟ เช่น ร้านกาแฟบนสถานีรถไฟฟ้า หากมองผิวเผินเป็นทําเลที่ดีมาก ผู้คนสัญจรไปมาจํานวนมาก แต่อย่าลืมว่าบนรถไฟฟ้าห้ามนำเครื่องดื่มขึ้นไป และคนที่เดินทางด้วยรถไฟฟ้ามักจะกําลังเร่งรีบ
เคยมีร้านกาแฟที่เปิดบนสถานีรถไฟฟ้า ร้านบนรถไฟฟ้า เราต้องเตรียมถุงพลาสติกไว้ เพราะหากคนซื้อต้องการซื้อเพื่อหิ้วขึ้นบนรถไฟฟ้าต้องใส่ถุงพลาสติกปิดให้มิดชิด แต่ร้านในทําเลรถไฟฟ้าก็มีข้อดีคือการที่คนเดินทางผ่านไปมาจํานวนมากเป็นการสร้างแบรนด์ให้กับสินค้าได้ดีมาก เพราะคนจํานวนมากหมุนเวียนมาเห็นยี่ห้อร้านเราทุกวัน เมื่อไปเห็นร้านที่สาขาอื่นๆ เขาก็จะจําได้ และอาจจะตัดสินใจซื้อจาก แบรนด์ที่เขาจดจําได้นั่นเอง หรือทําเลในอาคารสํานักงานเราต้องทําการวิเคราะห์ได้เลยว่ามีคนทํางาน ในตึกนี้กี่คน สมมติว่ามีคนทํางานในตึกนี้ 500 คน หากซื้อกาแฟของเรา แค่วันละ 10% คือ ซื้อกาแฟของเราวันละ 50 แก้ว ขายแก้วละ 30 บาท มีรายได้วันละ 1,500 บาท เพียงพอหรือไม่สําหรับค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนโดยเฉพาะค่าเช่าในทําเลนั้น ต้องบอกความจริงว่าทําเลดีๆ หายากมากในตอนนี้ ทําเลลักษณะที่ดี ไม่ว่าจะเป็นตลาด ย่านการค้า ศูนย์การค้า อาคารสํานักงาน ล้วนมีร้านกาแฟอยู่เกือบหมดแล้ว หรือหากเราโชคดีอาจได้ทําเลเหล่านี้มาในช่วงที่คนที่ทําอยู่เดิมกําลังจะเลิกทํา แล้วเราไปเซ้งกิจการมา แต่ก่อนจะเซ้งกิจการอะไรก็ต้องดูก่อนด้วยว่าเขาเลิกทําเพราะขาดทุนหรือว่าเลิกทําเพราะกําลังจะไปทําอย่างอื่นแทน หากเขาเลิกทําเพราะขาดทุน และเราต้องการทําเลแห่งนั้นจริงๆ เราต้องวิเคราะห์ให้ขาดเลยว่า เจ้าของเดิมขาดทุนเพราะอะไร หากเห็นปัญหาที่ชัดเจนและแน่ใจว่าเราแก้ไขได้จึงเข้าไปทําต่อ แต่หากเจ้าของเดิมขาดทุนเพราะทําเลตรงนั้นมันไม่ดีจริงๆ เราก็ไม่ควรไปทําต่อ เพราะเป็นเรื่องยากมากที่จะแก้ไขให้ทําเลไม่ดีกลับมาดีได้

ทําเลทองของร้านกาแฟจากอดีตถึงปัจจุบัน

ทําเลทองของร้านกาแฟจากอดีตถึงปัจจุบัน

พูดถึงร้านกาแฟในเมืองไทยตั้งแต่เริ่มเข้ามาบนถนนสายกาแฟ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526 ได้เห็นรูปแบบร้านและทําเลที่ตั้ง ซึ่งมีพัฒนาการมาโดยลําดับ เราจะเห็นร้านกาแฟแบบที่ใช้เมล็ดกาแฟคั่วบดในสถานที่ใดบ้าง

ทำเลร้านกาแฟที่ดีต้องอย่างนี้

 คุณลักษณะของทําเลที่ดีจะมีลักษณะดังนี้เป็นทําเลที่มีผู้คนสัญจรไปมาตลอดเวลา เช่น ตลาด ย่านการค้าภายในศูนย์การค้า อาคารสํานักงานขนาดใหญ่ สถานที่ราชการ มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล โรงภาพยนตร์ แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ

เป็นทําเลที่ไม่มีคู่แข่ง เช่น หากในย่านนั้นมีร้านกาแฟอยู่แล้วหากเราไปเปิดแข่งก็เพียงไปแย่งส่วนแบ่งลูกค้าจากร้านที่มีอยู่เดิม ซึ่งอาจไม่มากพอสําหรับร้านของเรา

โรงแรม

ร้านกาแฟแบบนี้เริ่มจากในโรงแรมก่อน เพราะนักธุรกิจสมัยก่อน เวลาจะนัดเจรจากันส่วนใหญ่จะนัดกันใน Coffee Shop ของโรงแรม ราคากาแฟต่อแก้วประมาณ 60 บาท ที่มีการตกแต่งดูเป็นร้านกาแฟที่สุด จําได้ว่าเป็นร้านกาแฟในโรงแรมแอมบาสเดอร์ ที่มีเครื่องชงกาแฟแบบเป็นเรื่องเป็นราวเป็นร้านแรกๆ Coffee Shop ในโรงแรมอื่นๆ จะเป็นแบบ Percolator ที่ใช้กระดาษกรองธรรมดา ชงที่ละ 10 แก้ว กว่าจะหมดโถก็หลายชั่วโมงอยู่ คนที่ได้ดื่มกาแฟแก้วท้ายๆ ก็จะได้รสขมอมเปรี้ยวของกาแฟโรบัสต้าล้วนที่ใช้กันอยู่ในขณะนั้น

ห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้า

ในปีนั้นคนย์การค้าในกรุงเทพฯ มีอยู่ไม่กี่แห่ง ที่อยู่กลางเมืองแถวราชดําริก็จะมีห้างโรบินสัน พอโซโก้ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าใหญ่ของญี่ปุ่นมาเปิดที่สี่แยกเพลินจิตทาง UCC ซึ่งเป็นร้านกาแฟที่มีอยู่ในโซโก้ทุกแห่งในญี่ปุ่นก็มาเปิดที่เมืองไทยด้วยในรูปแบบของแฟรนไชส์ โดยทาง UCC ได้ทําจอยเวนเจอร์กับบริษัทไทย ซึ่งฉันก็มีโอกาสได้เข้ามาทําร้านกาแฟเป็นครั้งแรกที่นี่ โดยถูกส่งไปฝึกงานเรื่องการบริหาร จัดการร้านกาแฟอย่างเป็นระบบที่เมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลา 1 เดือน กลับมาเมืองไทยก็เริ่มทําทุกอย่างตั้งแต่หาวัตถุดิบ สั่งทําถ้วยกาแฟที่มีโลโก้ หาพนักงาน ฝึกอบรมพนักงาน จนถึงการจัดการภายในต่างๆ พอรูปแบบร้านกาแฟที่มีการบริหารจัดการอย่างทันสมัย เป็นระบบ เป็นต้นแบบสําหรับร้านกาแฟในสมัยนั้น ประกอบกับกลิ่นกาแฟที่หอมตลบอบอวลตอนบดเพื่อที่จะชงด้วยโถแก้วแบบไซฟ่อนแบบศิลปะแก้วต่อแก้ว ทําให้ร้านกาแฟ UCC ในสมัยนั้นเป็นที่รู้จัก และเป็นที่นิยมมากขึ้นด้วยรูปลักษณ์ของร้านที่ทันสมัย ประกอบกับการบริการที่มีระบบ นักธุรกิจก็เริ่มเปลี่ยนการเจรจาการค้าจากโรงแรมมาเป็นตามร้านกาแฟในห้างมากขึ้น พอห้างสรรพสินค้าเปิดใหม่ก็เหมือนกับจะมีรูปแบบเหมือนกันหมดคือต้องมีร้านกาแฟอยู่ภายในห้างด้วย เพื่อเป็นที่พักของบรรดานักช็อปทั้งหลาย ต่างกันเพียงว่าแต่ก่อน 1 ห้าง จะมีร้านกาแฟ 1-2 ร้าน ไม่เหมือนปัจจุบัน 1 ศูนย์การค้ามีร้านกาแฟเกือบสิบ ยิ่งตามโมเดิร์นเทรดอย่างบิ๊กซี คาร์ฟู โลตัส 1 ห้างมีร้านกาแฟตั้งแต่เป็นช็อป เป็นคีออสก์ เป็นคอร์นเนอร์ เป็นบูธเล็ก ๆ รวมกันแล้วเป็น 10 จุด ไม่รู้ว่าจะมีทําไมมากมายขนาดนั้น ถามเจ้าหน้าที่ห้างว่าทําไมร้านเราก็เปิดอยู่แล้ว ที่มีอยู่ก็หลายร้านยังไปหาคีออสก์กาแฟเล็กๆ มาเปิดใกล้ร้านเราอีกทําไม เขาก็บอกว่ามันเป็นคนละกลุ่มลูกค้า เห็นไหมว่าร้านกาแฟในห้างสรรพสินค้ามันมากเกินความต้องการของลูกค้าไปซะแล้ว

ข้อดีข้อเสียของร้านกาแฟในห้างฯ กัน

ข้อดีของการเปิดร้านในห้าง คือ จํานวนลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการในห้างฯ มีมากสม่ำเสมอ ยิ่งเสาร์อาทิตย์หรือวันหยุดราชการ ยิ่งมาเป็นเท่าตัว มีที่จอดรถสะดวกสบาย

ข้อเสีย คือ กฏเกณฑ์ต่างๆ ภายในห้างมีมาก การเปิดปิดตามเวลา ค่าเช่ามีตั้งแต่แพงมหาโหด ถึงแพงมาก การแข่งขันสูง มีทุกระดับคู่แข่งทางตรงและทางอ้อม เดี๋ยวนี้จะเรียกร้องคําสัญญาเรื่องการไม่เปิดร้านซ้ำในธุรกิจเดียวกันจากห้างสรรพสินค้าไหนๆ ก็ไม่มีอีกต่อไปแล้ว

สํานักงาน

เลือกสํานักงานที่มีพนักงานอยู่มากพอสมควร ถ้าพนักงาน ในตึกมีไม่ถึง 2,000 คน ก็ไม่น่าลงทุนเปิดร้านขนาดใหญ่ แค่มุมกาแฟเล็กๆ บรรยากาศสบายๆ ให้เป็นที่หลบพักสมอง จิบกาแฟสบายๆให้หายง่วง มีมุมให้ลูกค้านั่งคุยกันเรื่องงานสัก 2-3 โต๊ะ ข้อดีของพื้นที่ในอาคารสํานักงาน คือ ค่าเช่าไม่แพงเท่าห้างฯ แต่ข้อเสียก็คือ เปิดขายได้แค่สัปดาห์ละ 5 วัน เสาร์อาทิตย์ วันหยุดนักขัตฤกษ์ก็ต้องปิดร้าน เวลาขายก็ไม่เกิน 10 ชั่วโมงต่อวันเท่านั้น

 

ทัศนคติที่มีต่อการใช้วิตามินและแร่ธาตุเสริม

ทัศนคติที่มีต่อการใช้วิตามินและแร่ธาตุเสริม

ในประเทศไทย ความเห็นเกี่ยวกับการใช้วิตามินและอร่ธาตุเสริมมีทั้งเห็นควรและไม่เห็นควร กลุ่มที่ไม่เห็นควรนั้นมีความคิดว่า ในเมื่อร่างกายของเราสามารถรับวิตามินและแร่ธาตุต่างๆได้จากอาหารในชีวิตประจําวันอยู่แล้ว ก็ไม่มีความจําเป็นที่จะต้องซื้ออาหารเสริมตัวใดมารับประทานเพิ่ม เพราะจะเป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุเสียเปล่าๆ อีกทั้งนอกจากคํากล่าวอ้างและค่านิยมแล้วก็ยังไม่มีคํายืนยันอย่างเป็นทางการว่าการรับประทานวิตามินและแร่ธาตุเสริมจะช่วยบําบัดรักษาสุขภาพได้ อีกทั้งยังมีความเป็นห่วงว่าการรับประทานวิตามินและแร่ธาตุเสริมบางชนิดอาจจะทําให้เกิดพิษสะสมและเกิดผลเสียต่อร่างกายได้

ในขณะที่กลุ่มผู้เห็นควรให้เหตุผลว่า หากศึกษาถึงลักษณะทางคุณและโทษของวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ อย่างถ่องแท้ รวมถึงใช้วิตามินและแร่ธาตุให้ตรงกับความต้องการของร่างกายแต่ละบุคคลจริงๆ วิตามินและแร่ธาตุเสริมก็จะมีประโยชน์อย่างมากในการป้องกัน ฟื้นฟู และบํารุงสุขภาพ เช่น การรับประทานวิตามินซีเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันไข้หวัดในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง การให้วิตามินเคเสริมกับผู้ที่มีปัญหาเลือดแข็งตัวช้าเมื่อจะทําการผ่าตัด การให้วิตามินดีหรือแคลเซียมเสริมแก่ผู้สูงอายุที่มีปัญหาเกี่ยวกับภาวะกระดูกเสื่อมถอย การรับประทานกรดโฟลิกสําหรับหญิงที่วางแผนตั้งครรภ์ เป็นต้น

ศาสตราจารย์นายแพทย์เฉลียว ปิยะชน อาจารย์พิเศษคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้กล่าวถึง การใช้วิตามินเสริมอย่างน่าสนใจในหลายๆ ประเด็นไว้ในหนังสือที่ท่านเป็นผู้เขียนขออนุญาตยกข้อความตอนหนึ่งดังนี้

“แพทย์กระแสหลักยังยึดมั่นในขนาดที่กําหนดไว้ใน อาร์ดีเอ (RDA, Recommended Daily Allowance) ซึ่งเป็นการกําหนดขนาดของวิตามินชนิดต่างๆ ที่ร่างกายควรได้รับเพื่อป้องกันการเกิดโรคขาดวิตามินชนิดต่างๆ ซึ่งเป็นโรคที่เกิดขึ้นในสมัยเมื่อหลายสิบปีก่อน โดยยึดหลักว่าถ้าได้รับวิตามินขนาดที่แนะนําแล้วจะไม่เกิดโรคนั้นๆ แพทย์หรือประชาชนส่วนใหญ่ ก็ยังยึดมั่นในตัวเลขขนาดวิตามินนั้นๆ และมักกล่าวว่า หากรับประทานอาหารครบห้าหมู่ก็จะได้วิตามินต่างๆ พอรับประทานเสริมก็ไม่มีประโยชน์ จะขับออกทางปัสสาวะหมด…หรือในกลุ่มวิตามินที่ละลายในไขมัน เช่น วิตามินอี ก็กลัวว่าจะไปสะสมในร่างกายแล้วเป็นอันตราย นี่เป็นความเข้าใจผิดตั้งแต่ความรู้พื้นฐาน เพราะวิตามินมีคุณค่าและคุณสมบัติมากกว่าแค่ป้องกันโรคขาดวิตามิน แต่มีหน้าที่ทําให้ร่างกาย-อวัยวะต่างๆ ทําหน้าที่ วิตามินเป็นอาหารที่ควรได้รับจึงไม่ควรเข้มงวดเช่นยา ความรู้ใหม่ๆทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ และการแพทย์เองชี้ชัดว่า ควรได้รับสูงกว่าที่กําหนดไว้เก่า การที่แพทย์ออกมาต่อต้านการใช้วิตามินที่มีขนาดสูงกว่าเดิมหรือการใช้เสริมจึงเป็นความรู้ที่ล้าสมัย”

ทั้งสองความคิดเห็นที่แตกต่างล้วนมีเหตุผลที่ควรนําไป ขบคิด ด้วยเหตุนี้ การจะเลือกใช้วิตามินและแร่ธาตุเสริมหรือไม่ สุดท้ายแล้วก็อยู่ที่ตัวคุณที่จะเป็นผู้เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่สุขภาพของคุณเอง

ที่นี้ เราก็มาทําความรู้จักกับวิตามินและแร่ธาตุแต่ละตัวกัน

ประเภทของวิตามินแบ่งออกเป็น 2 ประเภท

  1. วิตามินที่ละลายในน้ำ: เป็นวิตามินที่ร่างกายจําเป็นต้องได้รับอยู่เป็นประจําสม่ำเสมอ เนื่องจากวิตามินชนิดนี้สามารถละลายในน้ำได้ และถูกความร้อนทําลายได้ง่าย จึงอยู่ในร่างกายได้ในระยะสั้นๆ ตามปกติจะอยู่ในร่างกายราว 4-6 ชั่วโมง ถ้าร่างกายไม่ได้ใช้วิตามินชนิดนี้ เกือบทั้งหมดจะถูกขับออกมาทางปัสสาวะและเหงื่อ (ยกเว้นวิตามินบี 12 ที่ถูกเก็บไว้ในตับ) วิตามินที่ละลายในน้ำได้ คือ กลุ่มวิตามินบี ซี และเอช
  2. วิตามินที่ละลายในไขมัน: เป็นวิตามินที่ถูกดูดซึมพร้อมไขมันในบริเวณลําไส้เล็กเข้าสู่กระแสเลือดและนําไปเก็บไว้ที่ตับ วิตามินชนิดนี้ทนต่อความร้อนได้ดี และสามารถสะสมอยู่ในร่างกายของมนุษย์ได้นานนับเดือนนับปี ขึ้นอยู่กับความต้องการวิตามินในแต่ละบุคคล ดังนั้นจึงควรระมัดระวังการรับประทานวิตามินที่ละลายในไขมันในปริมาณที่มากเกินไป เพราะหากได้รับมากเกินไปในช่วงเวลาหนึ่งอาจถึงระดับเป็นพิษ วิตามินที่ละลายในไขมัน คือ วิตามินเอ ดี อี เค และคิว (A, D, E, K,Q)

 

 

คุณประโยชน์ของวิตามินซี

คุณประโยชน์ของวิตามินซี

วิตามินซี

เมื่อประมาณ 200 ปีที่แล้ว แพทย์ชาวอังกฤษได้ค้นพบว่าผลไม้รสเปรี้ยว เช่น มะนาว และส้มสามารถรักษาโรคที่มีอาการเลือดออกตามไรฟันของกะลาสีเรือได้ จากนั้นเป็นต้นมามะนาวและส้มก็เป็นผลไม้ที่จะต้องมีติดเรือไว้เสมอ ในปีค.ศ.1928 นายอัลเบิร์ต เซนต์ เกอร์กี นักชีวเคมี ชาวฮังกาเรียน ได้ค้นพบสารชนิดเดียวกันกับที่สามารถรักษาโรคดังกล่าวได้จากพริก คือ กรดแอสคอร์บิก หรือที่รู้จักกันดีในเวลา ต่อมาว่าวิตามินซี ซึ่งไม่ได้มีประโยชน์เพียงรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน หรือลักปิดลักเปิดเท่านั้น แต่ยังมีผลด้านบวกต่อระบบการทํางานของร่างกายมนุษย์อีกนานัปการ

 

วิตามินมีหน้าที่ช่วยควบคุมเมตาบอลิซึม และแพร่พลังงานจากอาหารที่ย่อย ทําหน้าที่เป็นตัวช่วยเอนไซม์ และตัวกระตุ้นเอนไซม์ ซึ่งเอนไซม์ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ ส่วนที่เป็นโปรตีน และส่วนที่เป็นโคเอนไซม์ เอนไซม์จะอยู่ภายในเซลล์และถูกใช้ภายในเซลล์ โดยจะมีผลต่อกระบวนการออกซิเดชั่นภายในร่างกาย อีกทั้งยังเป็นปัจจัยหลักในกระบวนการที่ทําให้เกิดการเจริญเติบโต การเผาผลาญ การสร้างเซลล์ และการย่อยอาหาร ตราบใดที่ร่างกายมนุษย์ได้รับวิตามินอย่างเพียงพอ การกระตุ้นเอนไซม์เพื่อให้เกิดกระบวนการดังกล่าวย่อมมีประสิทธิภาพ แต่เมื่อใดที่ร่างกายขาดวิตามิน เมื่อนั้นระดับเอนไซม์ภายในเซลล์ก็จะลดต่ำลง ประสิทธิภาพการทํางานของเซลล์ก็จะลดลงด้วย

วิตามินซีจากแหล่งอาหาร วิตามินซีมีมากในผลไม้รสเปรี้ยว เช่น ฝรั่ง มะนาว ส้ม สับปะรด สตรอว์เบอร์รี่ และในผักสด เช่น มะเขือเทศ เป็นต้น

คุณประโยชน์ของวิตามินซี

  • วิตามินซีมีความจําเป็นในการสร้างและซ่อมแซมเนื้อเยื่อ ช่วยให้เนื้อเยื่อมีสุขภาพสมบูรณ์
  • บําบัดรักษาเหงือก ทําให้เหงือกมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง
  • มีส่วนช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง
  • ช่วยให้ผนังเส้นเลือดฝอยยืดหยุ่นได้ดี ป้องกันและยับยั้งการเกิดภาวะหลอดเลือดแข็งตัว
  • ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของภูมิคุ้มกันในร่างกาย
  • ต่อต้านปัจจัยก่อภูมิแพ้ต่างๆ เช่น ฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการแพ้ หอบหืด และไซนัสได้
  • ช่วยยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง โดยเฉพาะสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งปอดและมะเร็งต่อมลูกหมากได้เป็นอย่างดี
  • ช่วยป้องกันการเกิดต้อกระจก
  • ช่วยป้องกันโรคหวัด โรคหัด คางทูม เป็นต้น ในกรณีที่เป็นหวัดแล้ว หากรับประทานวิตามินซีตั้งแต่เริ่มแรกที่มีอาการหวัด จะทําให้ความรุนแรงของอาการป่วยบรรเทาลงและลดระยะเวลาการเป็นหวัดลงได้
  • ช่วยให้บาดแผลหายเร็วขึ้น เพราะวิตามินซีจะช่วยเสริมสร้างผนังเซลล์ และต่อต้านอาการอักเสบ
  • ช่วยเกื้อหนุนการทํางานของวิตามินอี ให้สามารถทําหน้าที่ในฐานะวิตามินอีได้ตลอดไป
  • ช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกาย ทําให้ผิวพรรณสดใส ชะลอความชรา
  • ช่วยให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า

ผลจากการขาดวิตามินซี

  • เลือดออกตามไรฟัน เป็นโรคลักปิดลักเปิด
  • ภาวะของเลือดออกตามไรฟัน ส่งผลต่อเนื่องให้สุขภาพในช่องปากไม่ดี มีอาการปวดเหงือก เลือดออกตามไรฟันมาก ฟันเปราะไม่แข็งแรง
  • ภูมิต้านทานโรคต่ำ มักเป็นหวัดได้ง่าย
  • เมื่อมีบาดแผลจะหายได้ช้า

ปริมาณวิตามินซีที่ร่างกายควรได้รับ ความต้องการวิตามินซีของแต่ละบุคคลขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น น้ำหนักตัว กิจกรรมที่ทํา ภาวะความเจ็บไข้ เป็นต้น

ผลจากการรับวิตามินซีมากเกินไป

การได้รับวิตามินซีมากเกินไป คือราว 10 กรัมต่อวัน อาจทําให้มีอาการปวดท้อง แน่นท้อง ท้องเสีย ท้องอืด และทําให้เป็นนิ่วในไตได้ แต่หากหยุดรับประทานอาการเหล่านี้ก็จะหายไป

เกี่ยวกับการเสริมวิตามินซี วิตามินซีกับการบําบัดรักษา มีคํากล่าวอ้างว่าวิตามินซีมีส่วนช่วยให้การบําบัดรักษาอาการของโรคดังต่อไปนี้ทุเลาลงได้

  • โรคต้อกระจก
  • แผลจากโรคเริม
  • ไข้หวัด
  • ภูมิแพ้
  • เลือดออกตามไรฟันหรือลักปิดลักเปิด
  • หลอดเลือดแดงแข็งตัว

เสริมวิตามินซี ทางเลือกที่เหมาะสําหรับใคร คุณอาจจําเป็นต้องพิจารณาวิตามินซีเป็นทางเลือกเพื่อสุขภาพหากอยู่ในข่ายๆ ต่อไปนี้

  • มีอาการขาดวิตามินซี
  • ต้องเผชิญกับอากาศเป็นพิษเป็นประจํา
  • มีอาการเริ่มแรกของหวัด หรือกําลังเป็นหวัด
  • เป็นโรคติดเชื้อ
  • มีแผลกดทับ
  • เป็นสิวเม็ดแดง
  • อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
  • เหงือกอักเสบ บวม มีเลือดไหล
  • เลือดกําเดาไหล
  • ใช้ยาแอสไพรินเป็นประจํา
  • สูบบุหรี่เป็นประจํา
  • ผู้ที่ต้องอยู่ในที่ที่มีอุณหภูมิต่ำเป็นประจํา

 

ความสำคัญของวิตามินบี 3

ความสำคัญของวิตามินบี 3

วิตามินบี 3 เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า
ไนอะซิน (Niacin)

เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำเช่นเดียวกับวิตามินบีตัวอื่นๆ วิตามินบี 3 มีประสิทธิภาพในการรักษา
โรคเพลลากรา (Pellagra) ซึ่งเป็นโรคที่ทําให้ผู้ป่วยมีแผลแตกกร้านตามผิวหนัง ซึมเศร้า ท้องเดิน
มีประวัติเล่าถึงวิตามินบี 3 กับความสัมพันธ์ของโรคนี้ว่า ครั้งหนึ่งในอดีต
ประเทศอังกฤษได้เกิดโรคที่เรียกว่าเพลลากรานี้ โดยที่แรกผู้ป่วยจะมีอาการของโรคผิวหนัง
จากนั้นจึงมีอาการท้องเดินตามด้วยอาการทางประสาทถึงขั้นเสียสติ และเสียชีวิตในที่สุด
ในเวลานั้นโรคเพลลากราไม่มีทางรักษาให้หายได้ แต่ต่อมามีนักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันชื่อ
โกลด์เบอร์เกอร์ (Goldberger) ได้ทําการวิจัยและศึกษาเกี่ยวกับโรคนี้ เขาได้ข้อสังเกตว่า
ผู้ที่เป็นโรคนี้ส่วนใหญ่จะเป็นชาวบ้านยากจนที่ไม่มีเงินซื้อเนื้อ นม ไข่ มารับประทาน
เขาจึงทดลองให้อาสาสมัครรับประทานอาหารเช่นเดียวกับที่ผู้ป่วยโรคเพลลากรารับประทานเป็นประจํา
เมื่ออาสาสมัครเป็นโรคดังกล่าวแล้ว โกลด์เบอร์เกอร์จึงให้อาสาสมัครได้รับประทานเนื้อ นม ไข่
ปรากฏว่าอาสาสมัครเหล่านั้นหายดี นับจากนั้น ไนอะซิน หรือวิตามินบี 3
ก็ได้รับการยอมรับให้นํามารักษาอาการป่วยของโรคเพลลากราในที่สุด
ด้วยเหตุที่วิตามินที่ละลายในน้ำสามารถขับออกจากร่างกายได้ง่ายกว่าวิตามินที่ละลายในไขมัน
อีกทั้งยังสูญสลายได้ง่ายในระหว่างการประกอบอาหาร ดังนั้นสําหรับมนุษย์แล้ว
ภาวะการขาดแคลนวิตามินที่ละลายในน้ำจึงมีโอกาสเกิดขึ้นมากกว่าวิตามินที่ละลายในไขมันด้วย
เพราะฉะนั้นเราจึงควรได้รับวิตามินชนิดที่ละลายในน้ำทุกวัน เพื่อป้องกันการขาดวิตามิน
วิตามินกับมนุษย์
วิตามินเป็นสารอาหารที่มีความสําคัญยิ่งกับร่างกายมนุษย์
เพราะจําเป็นต่อการเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ
วิตามินบางตัวร่างกายสามารถสังเคราะห์ขึ้นมาเองได้ แต่วิตามินบางตัวจําเป็นต้องได้รับจากอาหาร
หรืออาหารเสริม วิตามินที่ได้จากธรรมชาติเป็นโมเลกุลสารอินทรีย์ จะมีแหล่ง ที่พบคือ พืช และสัตว์
ดังนั้นวิตามินที่ร่างกายมนุษย์ได้รับส่วนใหญ่จึงมาจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไปนั่นเอง

คุณประโยชน์ของวิตามินบี 3

• ช่วยในการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน
• ช่วยให้ผิวหนังสุขภาพดี
• ช่วยให้โลหิตไหลเวียนดี ลดคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว
• ช่วยให้ระบบประสาททําหน้าที่ได้ดี บําบัดโรคที่เกี่ยวกับจิต และทางสมอง
• ช่วยล้างพิษที่เกิดจากมลพิษ แอลกอฮอล์ และยาเสพติด
• ช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะจากไมเกรน
• ช่วยบรรเทาอาการท้องร่วง
• ช่วยบําบัดบรรเทาอาการต่างๆ ของผู้ป่วยเบาหวาน
• ช่วยบําบัดและบรรเทาอาการข้ออักเสบ
• ช่วยลดความดันโลหิตสูง
• เสริมสมรรถภาพทางเพศ

ผลจากการขาดวิตามินบี 3

• ทําให้เกิดโรคเพลลากรา
• เกิดแผลตามผิวหนัง
• กล้ามเนื้ออ่อนแรง
• อ่อนเพลีย
• ปวดหัว
• นอนไม่หลับ
• เกิดภาวะจิตเสื่อม ซึ่งจะมีอาการเช่น เซื่องซึม เงื่องหงอย ปัญญาเสื่อม ไปจนถึงตื่นเต้นง่าย วิกลจริต
อ่อนไหวเกินไป เป็นต้น
• มีผลต่อระบบทางเดินอาหาร เริ่มแรกจะแสดงอาการ โดยมีร่องแตกบริเวณริมฝีปาก เยื่อบุลิ้นลีบฝ่อ
มีอาการอักเสบ กินหรือกลืนอาหารไม่สะดวก ต่อมาอาการอักเสบจะลุกลามไปยังกระเพาะอาหาร
และลําไส้เล็ก ทําให้อาหารไม่ย่อย ท้องเดิน เป็นต้น
ปริมาณวิตามินบี 3 ที่ร่างกายควรได้รับ ไม่มีเกณฑ์ตายตัวว่าทุกคนควรได้รับวิตามินบี 3 เท่าไรในแต่ละวัน
เพราะความต้องการวิตามินอย่างเหมาะสมในแต่ละคนขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย

ผลจากการรับวิตามินบี 3 มากเกินไป การได้รับวิตามินบี 3
จากอาหารในปริมาณมากไม่ก่อให้เกิดพิษต่อร่างกาย เนื่องจากวิตามินบี 3
สามารถขับออกทางปัสสาวะได้หากได้รับมากเกินไป
และด้วยเหตุนี้เองเราจึงควรได้รับสารอาหารที่มีวิตามินบี 3 เป็นประจําทุกวัน
เกี่ยวกับการเสริมวิตามินบี 3 วิตามินบี 3 กับการบําบัดรักษา มีคํากล่าวอ้างว่าวิตามินบี 3
มีส่วนช่วยให้การบําบัด รักษาอาการของโรคดังต่อไปนี้ทุเลาลงได้
• ติดสุรา
• ผิวเป็นผื่นแดง
• สิวอักเสบ
• ไข้ละอองฟาง (ภูมิแพ้)
• โรคหัวใจ
• โรคหืด
• เบาหวาน
• หลอดเลือดแดงแข็งตัว
• ป้องกันมะเร็ง
• ข้ออักเสบ
• รักษาระดับคอเลสเตอรอล
• ไขกระดูกถูกทําลายจากเคมีบําบัด

ความสำคัญของวิตามินบี 2 ที่ร่างกายควรได้รับ

ความสำคัญของวิตามินบี 2 ที่ร่างกายควรได้รับ

ประเภทของวิตามินแบ่งออกเป็น 2 ประเภท

1. วิตามินที่ละลายในน้ำ: เป็นวิตามินที่ร่างกายจําเป็นต้องได้รับอยู่เป็นประจําสม่ำเสมอ
เนื่องจากวิตามินชนิดนี้สามารถละลายในน้ำได้ และถูกความร้อนทําลายได้ง่าย
จึงอยู่ในร่างกายได้ในระยะสั้นๆ ตามปกติจะอยู่ในร่างกายราว 4-6 ชั่วโมง ถ้าร่างกายไม่ได้ใช้วิตามินชนิดนี้
เกือบทั้งหมดจะถูกขับออกมาทางปัสสาวะและเหงื่อ (ยกเว้นวิตามินบี 12 ที่ถูกเก็บไว้ในตับ)
วิตามินที่ละลายในน้ำได้ คือ กลุ่มวิตามินบี ซี และเอช
2. วิตามินที่ละลายในไขมัน:
เป็นวิตามินที่ถูกดูดซึมพร้อมไขมันในบริเวณลําไส้เล็กเข้าสู่กระแสเลือดและนําไปเก็บไว้ที่ตับ
วิตามินชนิดนี้ทนต่อความร้อนได้ดี และสามารถสะสมอยู่ในร่างกายของมนุษย์ได้นานนับเดือนนับปี
ขึ้นอยู่กับความต้องการวิตามินในแต่ละบุคคล
ดังนั้นจึงควรระมัดระวังการรับประทานวิตามินที่ละลายในไขมันในปริมาณที่มากเกินไป
เพราะหากได้รับมากเกินไปในช่วงเวลาหนึ่งอาจถึงระดับเป็นพิษ วิตามินที่ละลายในไขมัน คือ วิตามินเอ ดี อี
เค และคิว (A, D, E, K,Q)
วิตามินบี 2 เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ไรโบฟลาวิน (Riboflavin)
เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำได้เช่นเดียวกับวิตามินบีตัวอื่นๆ วิตามินบี 2
มีความจําเป็นต่อกระบวนการเมตาบอลิซึมที่สําคัญในร่างกาย การหายใจของเซลล์ การเจริญเติบโต
และสร้างพลังงาน จากการศึกษาพบว่าร่างกายจะมีความต้องการวิตามินบี 2
เพิ่มมากขึ้นในระยะที่เซลล์กําลังเจริญเติบโต เช่น ระยะของการตั้งครรภ์
หรือระยะพักฟื้นเพื่อให้บาดแผลสมานตัว โดยวิตามินบี 2
จะถูกดูดซึมผ่านผนังของลําไส้เล็กเข้าสู่ระบบหมุนเวียนโลหิต เพื่อส่งไปยังเนื้อเยื่อในร่างกาย
วิตามินบี 2 จากแหล่งอาหาร วิตามินบี 2 พบในอาหารจําพวกข้าวไม่ขัดผิว ธัญพืช เนื้อสัตว์ ตับ เนย นม
ไข่แดง ยีสต์ โยเกิร์ต บรอกโคลี อะโวคาโด ผักใบเขียว ถั่ว โสม เป็นต้น
คุณประโยชน์ของวิตามินบี 2

• ช่วยให้การเจริญเติบโตเป็นไปตามปกติ ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ทําให้อวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะผิวหนัง
หนังศีรษะ ผม ลิ้น ตา แข็งแรง
• ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง
• ช่วยให้การมองเห็นดี ป้องกันและรักษาโรคต้อกระจก
• ช่วยในการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน
• ลดความเครียดที่เกิดขึ้นกับจิตใจในภาวะต่างๆ
ผลจากการขาดวิตามินบี 2
• ชะลอการเจริญเติบโตของร่างกาย
• ระบบย่อยอาหารทํางานไม่มีประสิทธิภาพ
• เป็นโรคปากนกกระจอก
• ผิวหนังแห้งแตก
• ผิวหนังอักเสบ
• ริมฝีปากแดง ปวดแสบปวดร้อนในปากและลิ้น
• ปวดแสบปวดร้อนที่ตา คันตา มองแสงจ้าๆ ไม่ค่อยได้
• อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร
ปริมาณวิตามินบี 2 ที่ร่างกายควรได้รับ ใครควรได้รับวิตามินบี 2 ในปริมาณเท่าไรนั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย
การรับประทานวิตามินบี 2 ในปริมาณมากยังไม่ปรากฏว่าเป็นพิษต่อร่างกายแต่อย่างใด เนื่องจากวิตามินบี 2
สามารถละลายในน้ำได้ จึงถูกขับออกทางปัสสาวะอย่างรวดเร็ว
เกี่ยวกับการเสริมวิตามินบี 2 วิตามินบี 2 กับการบําบัดรักษา มีคํากล่าวอ้างว่าวิตามินบี 2
มีส่วนช่วยให้การบําบัด รักษาอาการของโรคดังต่อไปนี้ทุเลาลงได้
• โรคเชื้อราแคนดิดา
• โรคโลหิตจาง
• โรคดีซ่าน
• โรคต้อกระจก
• มาลาเรีย
• ปวดศีรษะไมเกรน

• มะเร็งหลอดอาหาร
• มีอาการเป็นตะคริวในขณะตั้งครรภ์
เสริมวิตามินบี 2 ทางเลือกที่เหมาะสําหรับใคร คุณอาจจําเป็นต้องพิจารณาวิตามินบี 2
เป็นทางเลือกเพื่อสุขภาพหากอยู่ในข่ายดังต่อไปนี้
• มีอาการขาดวิตามินบี 2
• เป็นมังสวิรัติที่เคร่งครัด
• สตรีที่กินยาคุมกําเนิดเป็นประจํา
• เป็นผู้ที่มีสมาธิต่ำ
• ผู้ป่วยเบาหวาน
• มีอาการผิดปกติทางตา ตาแดง ช้ำเลือด ระคายเคือง
• ลิ้นและริมฝีปากอักเสบ
• ผิวหนังเป็นพื้นอักเสบ
• เล็บแตก
• เส้นผมร่วง ขาดความเงางาม
• เป็นผู้ใช้ชีวิตอย่างมีความเครียดสูง
• ผู้สูงอายุที่ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ
ปริมาณที่แนะนำ 25-100 มิลลิกรัม : วัน เพื่อการบําบัดรักษา **การรับประทานวิตามินบี 2 เสริม
เกินกว่าวันละ 200 มิลลิกรัมต่อวัน ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ
ข้อพึงคํานึงก่อนการใช้วิตามินบี 2 เสริม
• อ่านฉลากและศึกษาการใช้วิตามินตัวนี้ให้เข้าใจ
• ผู้ที่มีแนวโน้มจะป่วยเป็นโรคต้อกระจก หรือเป็นโรคนี้อยู่แล้วควรระมัดระวังในการรับประทานวิตามินบี
2 เสริม การรับประทานน้อยเกินไปจะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคนี้
แต่ขณะเดียวกันหากรับประทานมากเกินไปก็เป็นผลเสียเช่นกัน
เพราะการได้รับวิตามินชนิดนี้ร่วมกับแสงและออกซิเจนจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต้อกระจกได้
ดังนั้นจึงไม่ควรรับประทานเกิน 10 มิลลิกรัมต่อวัน
• วิตามินบี 2 ที่รับประทานเสริมในปริมาณสูงอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะการขาดแมกนีเซียมได้

ความผันแปรของทําเลร้านกาแฟ

ความผันแปรของทําเลร้านกาแฟ

อย่างไรก็ตามแม้เราจะเลือกทําเลที่ดี ทําการวิเคราะห์ทําเลอย่างละเอียดแล้ว แต่เมื่อเปิดร้านไปแล้ว ทําเลอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงโดยที่เราไม่คาดคิด การผันแปรของทําเลที่มักเกิดขึ้นเสมอคือมีคู่แข่งมาเปิดร้านอยู่ใกล้เคียง แม้ว่าร้านที่เปิดใหม่อาจจะคนละกลุ่มเป้าหมายกับเรา แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่า คนในพื้นที่นี้จะไม่หันไปลองดื่มกาแฟร้านใหม่ จากเดิมที่เราเคยขายได้วันละหนึ่งหมื่นบาท อาจจะเหลือแค่วันละ 5,000 บาท หรือหากกาแฟนั้นถูกกว่าของเรา อร่อยกว่าของเรา บริการดีกว่าร้านของเรา รายได้ของเราก็อาจจะลดลงไปกว่าครึ่งก็ได้ ฟังดูน่ากลัว แต่นี่เป็นความจริงที่เกิดขึ้นเสมอ ดังนั้นสิ่งที่เราจะทําได้ คือต้องรักษามาตรฐานทั้งในด้านรสชาติกาแฟ และการบริการให้ดีอยู่เสมอ ละหากเกิดเหตุการณ์แบบนี้อาจต้องงัด                    กลยุทธ์ด้านการตลาด การทําโปรโมชั่นออกมาใช้ทุกรูปแบบเพื่อให้ร้านของเราสามารถแข่งขันได้ เพราะเราไม่สามารถไปบอกลูกค้าได้ว่าอย่าไปซื้อกาแฟร้านอื่น ดังนั้นสิ่งที่เราทําได้คือเสนอทางเลือกที่ดีที่สุดสําหรับลูกค้า แล้วลูกค้าจะเป็นคนเลือกเอง

ความผันแปรของทําเลอีกประการหนึ่งคือ กลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่อยู่ในพื้นที่ไม่ได้มีจํานวนมากเท่าที่เราคิด หรือจํานวนเกิดเปลี่ยนแปลงไป ร้านกาแฟในอาคารสํานักงานแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทสื่อสารโทรคมนาคมขนาดใหญ่ วิเคราะห์แล้วว่าพนักงาน ภายในตึกมีมากกว่า 1,000 คน ส่วนใหญ่เป็นวิศวกร พวกเขามีไลฟ์สไตล์ในการดื่มกาแฟอยู่แล้ว แต่เมื่อเปิดร้านแล้วกลับพบว่าวิศวกรที่ทํางานในตึกนี้ ส่วนใหญ่ไม่ได้ประจําอยู่ที่นี่ และภายหลังพนักงานส่วนหนึ่งก็ย้ายออกไปทํางานที่ใหม่ ทําให้ภายในตึกเหลือพนักงานเพียง 200 กว่าคน สุดท้ายก็ไปไม่ไหวต้องเลิกร้านในทําเลนั้นไปก่อน นี่ทําให้ได้เรียนรู้ว่า การวิเคราะห์ทําเลต้องหาข้อมูลให้ลึกมากกว่านี้ ไม่ใช่เพียงแค่ดูจํานวนประชากรในพื้นที่ แต่ต้องดูด้วยว่าประชากรจํานวนนี้ใช้เวลาอยู่ในพื้นที่มากน้อยเพียงใด และมองไปถึงอนาคตด้วยว่าพวกเขาจะยังคงทำงานที่นี้อีกนานแค่ไหน ซึ่งหากเราทราบก่อนว่าอีกไม่นานพวกเขาจะย้ายสำนักงาน เราจะได้รอไปก่อน แล้วค่อยไปเปิดร้านตอนที่อาคารนี้มีบริษัทใหม่ย้ายเข้ามาใช้พื้นที่ และมีปริมาณพนักงานมากพอสําหรับการขายของเรา

  • หลักการวิเคราะห์ทําเล
  • ประเมินว่าพื้นที่นั้นมีผู้คนสัญจรผ่านไปมาปริมาณเท่าใด
  • เป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของเราหรือเปล่า
  • มีร้านกาแฟคู่แข่งอยู่ในพื้นที่กี่ร้าน
  • ประเมินว่าในปริมาณผู้คนที่สัญจรไปมา อาจจะมีคนที่ซื้อกาแฟดื่มเพียง 2-5%
  • วิเคราะห์กลุ่มลูกค้าเป้าหมายเพื่อตั้งราคาขาย

ตัวอย่างการคํานวณ

เรากําลังจะเข้าไปเปิดร้านกาแฟในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ห้างนั้นมีผู้คนสัญจรไปมาวันละ 10,000 คน มีร้านกาแฟอยู่ในห้างแล้ว 2 ร้าน หากร้านของเราไปเปิดจะเป็นร้านที่ 3 ประเมินว่าในปริมาณ ผู้คนที่สัญจรไปมามีคนซื้อกาแฟดื่ม 5% เราวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายแล้ว กลุ่มเป้าหมายน่าจะสามารถดื่มกาแฟแก้วละ 35-50 บาทได้

ดังนั้นในจํานวนคน 10,000 คน ซื้อกาแฟดื่ม 5% แสดงว่ามีคน ซื้อกาแฟดื่ม 500 คน มีร้านกาแฟ 3 ร้าน ก็หาร 3 ร้านกาแฟแต่ละร้านก็จะขายกาแฟได้วันละ 166 แก้ว

ร้านของเราขายกาแฟเฉลี่ยแก้วละ 40 บาท ขายได้ 166 แก้ว เป็นเงิน 6,640 บาทต่อวัน

เดือนหนึ่งมีรายได้ 199,200 บาท นําค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ค่าเช่า สถานที่ ค่าวัตถุดิบ ค่าจ้างพนักงานมาหักออกจากรายได้ สมมติว่าเหลือกําไรเดือนละ 39,840 บาท (20%) ถือว่าเป็นรายได้ที่น่าพอใจใช่ไหม

หมายเหตุ : นี่เป็นการประเมินแบบกว้างๆ ยังมีตัวแปรอีกหลายประการที่จะทําให้เราขายไม่ได้ตามเป้าที่ประเมิน เช่น หากกาแฟของเราไม่อร่อยเท่าร้านที่ขายอยู่ก่อน ทําเลที่ตั้งของเราอาจไม่ดีมากเท่ากับร้านอื่น หรือพนักงานของเราบริการไม่ดี ก็อาจทําให้เราขายไม่ได้ ตามเป้าที่วางไว้ ในทางกลับกันหากกาแฟของเราคุณภาพดีกว่า ทําเลดีกว่า พนักงานบริการได้ดีกว่า เราก็อาจขายได้มากกว่าที่ประเมินนี้ก็ได้

ทำเลร้านกาแฟในปัจจุบัน

ปัจจุบันเราก็เห็นกันอยู่แล้วว่าร้านกาแฟเกิดขึ้นมากมาย เมื่อมีร้านกาแฟมากกว่าเดิม ทําเลดีๆ ย่อมหายากกว่าเดิมเพราะทําเลดีต่างถูกจับจองไปหมดแล้ว แต่อย่าเพิ่งถอดใจไป ยังมีทําเลดีๆ ที่หลายคนอาจมองข้าม จุดเล็กๆของทําเลที่หากคุณมองเห็นคุณก็คว้าโอกาสรวยไปได้เลย

ข้อพึงคํานึงก่อนการใช้วิตามินเอเสริม

ข้อพึงคํานึงก่อนการใช้วิตามินเอเสริม

  • หากคุณเคยมีอาการแพ้วิตามินเอมาก่อนแต่จําเป็นต้องได้รับวิตามินเอเสริมจากคําแนะนําของแพทย์หรือผู้ เชี่ยวชาญ ให้แจ้งประวัติการแพ้นี้ให้เขาทราบ
  • หากคุณกําลังตั้งครรภ์การได้รับวิตามินเอมากเกินไป อาจเป็นอันตรายกับทารกในครรภ์ได้ รวมถึงในระยะให้นมบุตรก็ยังไม่เป็นการดีที่คุณจะรับวิตามินเอมากเกินกว่าความจําเป็นที่ร่างกายควรจะได้รับ ทางที่ดีควรรับวิตามินเอจากอาหารที่รับประทานในแต่ละวันจะปลอดภัยกว่า
  • การใช้วิตามินเอเสริมในเด็กและคนชราเป็นเรื่องที่ต้องให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ
  • ถ้าคุณมีโรคที่กําลังรักษา หรือโรคประจําตัวต้องปรึกษาแพทย์ก่อนว่าวิตามินเอเสริมมีความขัดแย้งกับตัวยาที่คุณต้องรับประทานหรือไม่ประการใด เพราะยาบางตัวอาจเป็นผลให้ปริมาณวิตามินเอในเลือดสูงได้ อันจะนํามาซึ่งผลข้างเคียง บางประการ
  • การใช้วิตามินเอเสริมอาจเป็นผลร้ายต่อผู้ที่เป็นโรคตับ และโรคไต

เมื่อวิตามินเอเข้าสู่ร่างกาย ประมาณ 90% ของวิตามินเอในร่างกายคนเราจะถูกเก็บไว้ที่ตับ โดยสังกะสี (Zinc) จะช่วยในการเผาผลาญวิตามิน และส่งไปดูดซึมที่บริเวณลําไส้เล็ก ดังนั้นหากร่างกายของผู้ใดอยู่ใน ภาวะขาดธาตุสังกะสี ก็อาจเป็นเหตุให้ระดับวิตามินเอในเลือดลดลง ได้เช่นกัน

ปัจจัยที่มีผลต่อการดูดซึมของวิตามินเอ

  • การทํากิจกรรมหนักๆ ภายใน 4 ชั่วโมงหลังจากการบริโภควิตามินเออาจรบกวนการดูดซึมของวิตามินเอได้
  • อาหารบางประเภทก็รบกวนการดูดซึมของวิตามินเอได้เช่นกัน เช่น เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ การบริโภคอาหารที่มีธาตุเหล็กมากเกินกว่าความจําเป็นของร่างกาย เป็นต้น
  • การใช้ยาบางชนิดมีผลให้วิตามินเอมีประสิทธิภาพในการดูดซึมน้อยลง เช่น การใช้ยาจําพวกฮอร์โมน ยาคอเลสไทรามีน (Cholestyramine) ซึ่งเป็นยาที่ใช้ในการรักษาโรคคอเลสเตอรอลสูง ยาลดกรดแก้อาการอาหารไม่ย่อย เป็นต้น

วิตามินเอจะถูกดูดซึมได้ดีที่สุดเมื่อรับประทานร่วมกับอาหารที่มีน้ำมัน หรือไขมันเป็นส่วนประกอบบ้าง

ผลจากการขาดและรับวิตามินเอมากเกินไป

ผลจากการขาดวิตามินเอ

  • เกิดอาการผิดปกติทางสายตา อาทิ ตาบอดกลางคืน เยื่อบุตาขาวแห้ง กระจกตาแห้ง อักเสบ และเป็นแผล กระจกตาขุ่นเหลว หากขาดวิตามินเออย่างรุนแรงอาจทําให้ตาบอดได้
  • การเจริญเติบโตของกระดูกและฟันไม่ดี
  • ผิวพรรณไม่ดี ผิวหนังแห้งแตก ลอกหลุดเป็นแผ่นๆหยาบกร้าน โดยเฉพาะผิวหนังบริเวณข้อศอก ตาตุ่ม และข้อต่อต่างๆ
  • ทําให้เกิดการติดเชื้อต่างๆได้ง่าย เช่น เกิดสิว ไซนัส อักเสบ
  • อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ น้ำหนักลด
  • ภูมิต้านทานโรคต่ำ

ผลจากการรับวิตามินเอมากเกินไป

การได้รับวิตามินเอมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการติดต่อกันเป็นเวลานานหลายเดือนอาจเกิดพิษต่อร่างกายและมีอาการต่างๆ คือ

  • ผิวมีสีเหลืองเข้มขึ้นคล้ายสีฟักทอง
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • ท้องเสีย ท้องผูก
  • อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร เซื่องซึม
  • นอนไม่หลับ กระวนกระวาย
  • ผิวและเยื่อบุแห้ง ผิวแตกเป็นแผ่น เป็นขุย ตกสะเก็ด
  • ริมฝีปากแห้ง แตกหรือเป็นแผล มีเลือดออกจากเหงือก
  • มองเห็นภาพไม่ชัด ตามัว คน
  • ผื่นขึ้น
  • ปวดข้อ ปวดกระดูก
  • ปวดกล้ามเนื้อ
  • ปวดศีรษะ
  • ผมร่วง
  • ประจําเดือนมาไม่ปกติ
  • หญิงมีครรภ์อาจแท้งลูก หรือมีความเสี่ยงที่เด็กในครรภ์จะคลอดออกมาพิการได้ เช่น ความผิดปกติในระบบทางเดินปัสสาวะกระดูกผิดรูป

หากตรวจพบอาการเป็นพิษเนื่องจากการรับประทานวิตามินเอมากเกินไป ให้หยุดรับประทานวิตามินเอสักพัก อาการต่างๆก็จะหายไป นอกจากนี้วิตามินซียังช่วยป้องกันผลร้ายที่อาจเกิดจากพิษของวิตามินเอได้ด้วย

เกี่ยวกับการเสริมวิตามินเอ เนื่องจากวิตามินเอจะถูกดูดซึมได้ดีที่สุดเมื่อรับประทานร่วมกับอาหารที่น้ำมัน ดังนั้นผลิตภัณฑ์เสริมวิตามินเอจึงมักมีน้ำมันเป็นส่วนประกอบหลัก หากคุณต้องรับประทานวิตามินเอ เสริม (ต้องได้รับคําแนะนําจากผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น) ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานวิตามินเอเสริมจากหลายแหล่งซึ่งอาจจะต่างรูปแบบพร้อมๆ กัน รวมทั้งต้องพิจารณาอาหารที่คุณรับประทานในแต่ละมื้อด้วยว่ามีปริมาณวิตามินเอมากแล้วหรือไม่เพียงไร ไม่เช่นนั้นจะทําให้คุณได้รับวิตามินเอมากเกินไปได้ โดยเฉพาะสตรีมีครรภ์นั้นสมควรระวังอย่างยิ่ง เนื่องจากปริมาณวิตามินเอที่มากเกินไปอาจส่งผลให้ทารกในครรภ์พิการตั้งแต่ระยะพัฒนาเป็นตัวอ่อนได้

วิตามินเอกับการบําบัดรักษา แม้ผลจากการใช้วิตามินเพื่อการบําบัดรักษาสุขภาพจะยังไม่ได้รับการพิสูจน์อย่างจริงจังเหมือนกับผลของยารักษาโรค แต่ก็มีคํากล่าวอ้างว่าวิตามินเอมีส่วนช่วยให้การบําบัดรักษาอาการ ของโรคดังต่อไปนี้ทุเลาลงได้

  • โรคสะเก็ดเงิน
  • โรคหัด
  • โรคมะเร็ง
  • โรคต้อหิน
  • ท้องร่วง
  • โรคลําไส้
  • โรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ
  • สิว

เสริมวิตามินเอ ทางเลือกที่เหมาะสําหรับใคร คุณอาจจําเป็นต้องพิจารณาวิตามินเอเป็นทางเลือกเพื่อเสริมสุขภาพหากมีอาการ ดังต่อไปนี้

  • มีอาการที่เกิดจากการขาดวิตามินเอ
  • ร่างกายของคุณมักติดเชื้อง่ายกว่าคนปกติ
  • ผิวหนังของคุณแตกแห้งเป็นเกล็ด
  • คุณไม่สามารถปรับสายตาให้มองเห็นได้ในเวลากลางคืน รวมทั้งมีปัญหาเกี่ยวกับสายตาอื่นๆ เช่น ตาไม่สู้แสง ตาแห้งมัว
  • หากเป็นเด็กจะเป็นเด็กที่เติบโตช้ากว่าเด็กวัยเดียวกันมาก และพบว่าสารเคลือบฟันไม่สมบูรณ์

ปริมาณที่แนะนํา ค่าที่เหมาะสมสําหรับการเสริมวิตามินเอคือ 800 ไมโครกรัม ซึ่งอาจจะเพิ่มขึ้นได้มากกว่านี้ตามแต่ปัญหาสุขภาพของแต่ละบุคคล อย่างไรก็ตาม สําหรับผู้ที่มีความจําเป็นต้องใช้วิตามินเอเสริมเป็นประจําก็ไม่ควรใช้วิตามินเอเกิน 9,000 ไมโครกรัม ในผู้ชาย และสําหรับผู้หญิงไม่ควรเกิน 7,500 ไมโครกรัม

ข้อคํานึงก่อนการใช้วิตามินบี 12 เสริม

ข้อคํานึงก่อนการใช้วิตามินบี 12 เสริม

วิตามินบี12 หรือโคบาลามิน (Cabalamin) ประกอบ แร่โคบอลต์ ฟอสฟอรัส และไนโตรเจน ถือเป็นวิตามินชนิดเดียวที่มีองค์ประกอบเป็นแร่ธาตุซึ่งจําเป็นต่อร่างกาย โดยร่างกายต้องการวิตามินบี12สำหรับการเผาผลาญสารอาหารและการเจริญเติบโตของเม็ดเลือดแดง นอกจากนั้นยังมีความสําคัญอย่างยิ่งในกระบวนการนําเอนไซม์กลับมาใหม่ ซึ่งเป็นการบำรุงสุขภาพเส้นประสาท และเซลล์อื่นๆของร่างกายวิตามินบี 12 จะเข้าสู่ร่างกายได้ดีเมื่อรวมตัวกับแคลเซียมในระหว่างการดูดซึมซึ่งจะเกิดขึ้นบริเวณลําไส้เล็ก หลังจากนั้นจะสําเลียงเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อส่งไปยังเนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆ

วิตามินกับมนุษย์

วิตามินเป็นสารอาหารที่มีความสําคัญยิ่งกับร่างกายมนุษย์ เพราะจําเป็นต่อการเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ วิตามินบางตัวร่างกายสามารถสังเคราะห์ขึ้นมาเองได้ แต่วิตามินบางตัวจําเป็นต้องได้รับจากอาหาร หรืออาหารเสริม วิตามินที่ได้จากธรรมชาติเป็นโมเลกุลสารอินทรีย์ จะมีแหล่ง ที่พบคือ พืช และสัตว์ ดังนั้นวิตามินที่ร่างกายมนุษย์ได้รับส่วนใหญ่จึงมาจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไปนั่นเอง

วิตามินบี 12 จากแหล่งอาหาร จุลินทรีย์ที่ทําการสังเคราะห์สร้างวิตามินบี 12 นั้นมีอยู่มากมายในน้ำและดิน เมื่อสัตว์กินดินหรือน้ำที่มีจุลินทรีย์เหล่านั้นปะปนอยู่ มันจะเข้าสู่ตัวสัตว์โดยจุลินทรีย์บางส่วนจะเข้าไปอาศัยอยู่ในระบบทางเดินอาหารของสัตว์ และส่วนใหญ่เราจะไม่พบวิตามินบี 12 ในพืช เนื่องจากพืชไม่ต้องการวิตามินบี 12 สําหรับกระบวนการใดๆ ด้วยเหตุนี้เนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เช่น เครื่องในสัตว์ ไข่ นมสด จึงเป็นแหล่งวิตามินบี 12 ที่สําคัญสําหรับมนุษย์

คุณประโยชน์ของวิตามินบี 12

  • มีส่วนช่วยในการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน
  • ช่วยในการสร้างเซลล์ และทําให้เซลล์มีอายุยืน
  • เป็นตัวช่วยกรดโฟลิกในการสร้างเม็ดเลือดแดง และช่วยในการใช้ธาตุเหล็ก ป้องกันการเกิดภาวะโลหิตจาง
  • ช่วยให้ระบบย่อยอาหารและการดูดซึมอาหารเป็นปกติ
  • ช่วยรักษาระบบประสาทให้มีประสิทธิภาพดี
  • ช่วยให้สมองปลอดโปร่ง ไม่ฟุ้งซ่าน ความจําดี และมีสมาธิ
  • ช่วยในการเจริญเติบโต เสริมภูมิต้านทานโรค และกระตุ้นพัฒนาการของเด็กๆ
  • ช่วยให้กระดูกสันหลังอยู่ในสภาพปกติ

ผลจากการขาดวิตามินบี 12

  • ระบบประสาทเกิดความผิดปกติ เช่น ประสาทสันหลังเสื่อมสภาพ กล้ามเนื้ออ่อนแรง อัมพาต วิกลจริต เป็นต้น
  • เกิดภาวะของโรคโลหิตจาง
  • ระบบการดูดซึมอาหารทํางานได้ไม่มีประสิทธิภาพ
  • ตับโต
  • ลิ้นอักเสบ
  • อ่อนเพลีย
  • ท้องผูก
  • ซึมเศร้า มึนงง

เกี่ยวกับการเสริมวิตามินบี 12 วิตามินบี 12 กับการบําบัดรักษา มีคํากล่าวอ้างว่าวิตามินบี 12 มีส่วนช่วยให้การบําบัด รักษาอาการของโรคดังต่อไปนี้ทุเลาลงได้

  • โรคที่เกี่ยวกับจิตใจ (ความแปรปรวนทางอารมณ์ ความตึงเครียด นอนไม่หลับ)
  • โรคเบาหวาน
  • สายตาฝ้าฟาง มองเห็นไม่ชัดเจน
  • โลหิตจาง

เสริมวิตามินบี 12 ทางเลือกที่เหมาะสําหรับใคร นอกเหนือจากที่คุณอาจมีปัญหาของโรคต่างๆ คุณอาจจําเป็นต้องพิจารณาวิตามินบี 12 เป็นทางเลือกเพื่อสุขภาพหากอยู่ในข่ายดังต่อไปนี้

  • มีอาการขาดวิตามินบี 12
  • ผู้ที่มีความแปรปรวนทางจิตใจ อารมณ์ร้อน ขี้หงุดหงิด สมาธิสั้น ตึงเครียด
  • มีอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง
  • เส้นผมเสียสุขภาพ
  • ผิวหนังอักเสบ หรืออักเสบเป็นผื่น
  • ลิ้นเป็นแผล
  • กล้ามเนื้อเจ็บตึง
  • สูญเสียความทรงจํา
  • เป็นโรคลําไส้
  • เป็นโรคกระเพาะอาหาร
  • เป็นโรคไต
  • เป็นผู้รับประทานมังสวิรัติ
  • เป็นผู้ที่ควบคุมน้ำหนักอย่างเคร่งครัด
  • ผู้ที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไป (ระบบดูดซึมอาหารของคนวัยนี้จะด้อยประสิทธิภาพลง)

ปริมาณที่แนะนํา 5-10 ไมโครกรัม : วัน เพื่อการดูแลสุขภาพ

ข้อพึงคํานึงก่อนการใช้วิตามินบี 12 เสริม

  • ยังไม่มีรายงานถึงผลข้างเคียงที่จะเกิดกับร่างกายเมื่อรับประทานวิตามินบี 12 ในปริมาณมาก ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยปริมาณปลอดภัยสูงสุดที่เคยถูกบันทึกไว้คือ 3,000 ไมโครกรัมต่อวัน
  • ร่างกายสามารถดูดซึมวิตามินบี 12 ในรูปของวิตามินเสริมได้ประมาณร้อยละ 1-3 เท่านั้น เมื่อเทียบกับวิตามินบี 12 ที่ได้จากอาหารปกติ