ความสำคัญของวิตามินบี 3

ความสำคัญของวิตามินบี 3

วิตามินบี 3 เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า
ไนอะซิน (Niacin)

เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำเช่นเดียวกับวิตามินบีตัวอื่นๆ วิตามินบี 3 มีประสิทธิภาพในการรักษา
โรคเพลลากรา (Pellagra) ซึ่งเป็นโรคที่ทําให้ผู้ป่วยมีแผลแตกกร้านตามผิวหนัง ซึมเศร้า ท้องเดิน
มีประวัติเล่าถึงวิตามินบี 3 กับความสัมพันธ์ของโรคนี้ว่า ครั้งหนึ่งในอดีต
ประเทศอังกฤษได้เกิดโรคที่เรียกว่าเพลลากรานี้ โดยที่แรกผู้ป่วยจะมีอาการของโรคผิวหนัง
จากนั้นจึงมีอาการท้องเดินตามด้วยอาการทางประสาทถึงขั้นเสียสติ และเสียชีวิตในที่สุด
ในเวลานั้นโรคเพลลากราไม่มีทางรักษาให้หายได้ แต่ต่อมามีนักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันชื่อ
โกลด์เบอร์เกอร์ (Goldberger) ได้ทําการวิจัยและศึกษาเกี่ยวกับโรคนี้ เขาได้ข้อสังเกตว่า
ผู้ที่เป็นโรคนี้ส่วนใหญ่จะเป็นชาวบ้านยากจนที่ไม่มีเงินซื้อเนื้อ นม ไข่ มารับประทาน
เขาจึงทดลองให้อาสาสมัครรับประทานอาหารเช่นเดียวกับที่ผู้ป่วยโรคเพลลากรารับประทานเป็นประจํา
เมื่ออาสาสมัครเป็นโรคดังกล่าวแล้ว โกลด์เบอร์เกอร์จึงให้อาสาสมัครได้รับประทานเนื้อ นม ไข่
ปรากฏว่าอาสาสมัครเหล่านั้นหายดี นับจากนั้น ไนอะซิน หรือวิตามินบี 3
ก็ได้รับการยอมรับให้นํามารักษาอาการป่วยของโรคเพลลากราในที่สุด
ด้วยเหตุที่วิตามินที่ละลายในน้ำสามารถขับออกจากร่างกายได้ง่ายกว่าวิตามินที่ละลายในไขมัน
อีกทั้งยังสูญสลายได้ง่ายในระหว่างการประกอบอาหาร ดังนั้นสําหรับมนุษย์แล้ว
ภาวะการขาดแคลนวิตามินที่ละลายในน้ำจึงมีโอกาสเกิดขึ้นมากกว่าวิตามินที่ละลายในไขมันด้วย
เพราะฉะนั้นเราจึงควรได้รับวิตามินชนิดที่ละลายในน้ำทุกวัน เพื่อป้องกันการขาดวิตามิน
วิตามินกับมนุษย์
วิตามินเป็นสารอาหารที่มีความสําคัญยิ่งกับร่างกายมนุษย์
เพราะจําเป็นต่อการเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ
วิตามินบางตัวร่างกายสามารถสังเคราะห์ขึ้นมาเองได้ แต่วิตามินบางตัวจําเป็นต้องได้รับจากอาหาร
หรืออาหารเสริม วิตามินที่ได้จากธรรมชาติเป็นโมเลกุลสารอินทรีย์ จะมีแหล่ง ที่พบคือ พืช และสัตว์
ดังนั้นวิตามินที่ร่างกายมนุษย์ได้รับส่วนใหญ่จึงมาจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไปนั่นเอง

คุณประโยชน์ของวิตามินบี 3

• ช่วยในการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน
• ช่วยให้ผิวหนังสุขภาพดี
• ช่วยให้โลหิตไหลเวียนดี ลดคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว
• ช่วยให้ระบบประสาททําหน้าที่ได้ดี บําบัดโรคที่เกี่ยวกับจิต และทางสมอง
• ช่วยล้างพิษที่เกิดจากมลพิษ แอลกอฮอล์ และยาเสพติด
• ช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะจากไมเกรน
• ช่วยบรรเทาอาการท้องร่วง
• ช่วยบําบัดบรรเทาอาการต่างๆ ของผู้ป่วยเบาหวาน
• ช่วยบําบัดและบรรเทาอาการข้ออักเสบ
• ช่วยลดความดันโลหิตสูง
• เสริมสมรรถภาพทางเพศ

ผลจากการขาดวิตามินบี 3

• ทําให้เกิดโรคเพลลากรา
• เกิดแผลตามผิวหนัง
• กล้ามเนื้ออ่อนแรง
• อ่อนเพลีย
• ปวดหัว
• นอนไม่หลับ
• เกิดภาวะจิตเสื่อม ซึ่งจะมีอาการเช่น เซื่องซึม เงื่องหงอย ปัญญาเสื่อม ไปจนถึงตื่นเต้นง่าย วิกลจริต
อ่อนไหวเกินไป เป็นต้น
• มีผลต่อระบบทางเดินอาหาร เริ่มแรกจะแสดงอาการ โดยมีร่องแตกบริเวณริมฝีปาก เยื่อบุลิ้นลีบฝ่อ
มีอาการอักเสบ กินหรือกลืนอาหารไม่สะดวก ต่อมาอาการอักเสบจะลุกลามไปยังกระเพาะอาหาร
และลําไส้เล็ก ทําให้อาหารไม่ย่อย ท้องเดิน เป็นต้น
ปริมาณวิตามินบี 3 ที่ร่างกายควรได้รับ ไม่มีเกณฑ์ตายตัวว่าทุกคนควรได้รับวิตามินบี 3 เท่าไรในแต่ละวัน
เพราะความต้องการวิตามินอย่างเหมาะสมในแต่ละคนขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย

ผลจากการรับวิตามินบี 3 มากเกินไป การได้รับวิตามินบี 3
จากอาหารในปริมาณมากไม่ก่อให้เกิดพิษต่อร่างกาย เนื่องจากวิตามินบี 3
สามารถขับออกทางปัสสาวะได้หากได้รับมากเกินไป
และด้วยเหตุนี้เองเราจึงควรได้รับสารอาหารที่มีวิตามินบี 3 เป็นประจําทุกวัน
เกี่ยวกับการเสริมวิตามินบี 3 วิตามินบี 3 กับการบําบัดรักษา มีคํากล่าวอ้างว่าวิตามินบี 3
มีส่วนช่วยให้การบําบัด รักษาอาการของโรคดังต่อไปนี้ทุเลาลงได้
• ติดสุรา
• ผิวเป็นผื่นแดง
• สิวอักเสบ
• ไข้ละอองฟาง (ภูมิแพ้)
• โรคหัวใจ
• โรคหืด
• เบาหวาน
• หลอดเลือดแดงแข็งตัว
• ป้องกันมะเร็ง
• ข้ออักเสบ
• รักษาระดับคอเลสเตอรอล
• ไขกระดูกถูกทําลายจากเคมีบําบัด