ทําเลทองของร้านกาแฟจากอดีตถึงปัจจุบัน

ทําเลทองของร้านกาแฟจากอดีตถึงปัจจุบัน

พูดถึงร้านกาแฟในเมืองไทยตั้งแต่เริ่มเข้ามาบนถนนสายกาแฟ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526 ได้เห็นรูปแบบร้านและทําเลที่ตั้ง ซึ่งมีพัฒนาการมาโดยลําดับ เราจะเห็นร้านกาแฟแบบที่ใช้เมล็ดกาแฟคั่วบดในสถานที่ใดบ้าง

ทำเลร้านกาแฟที่ดีต้องอย่างนี้

 คุณลักษณะของทําเลที่ดีจะมีลักษณะดังนี้เป็นทําเลที่มีผู้คนสัญจรไปมาตลอดเวลา เช่น ตลาด ย่านการค้าภายในศูนย์การค้า อาคารสํานักงานขนาดใหญ่ สถานที่ราชการ มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล โรงภาพยนตร์ แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ

เป็นทําเลที่ไม่มีคู่แข่ง เช่น หากในย่านนั้นมีร้านกาแฟอยู่แล้วหากเราไปเปิดแข่งก็เพียงไปแย่งส่วนแบ่งลูกค้าจากร้านที่มีอยู่เดิม ซึ่งอาจไม่มากพอสําหรับร้านของเรา

โรงแรม

ร้านกาแฟแบบนี้เริ่มจากในโรงแรมก่อน เพราะนักธุรกิจสมัยก่อน เวลาจะนัดเจรจากันส่วนใหญ่จะนัดกันใน Coffee Shop ของโรงแรม ราคากาแฟต่อแก้วประมาณ 60 บาท ที่มีการตกแต่งดูเป็นร้านกาแฟที่สุด จําได้ว่าเป็นร้านกาแฟในโรงแรมแอมบาสเดอร์ ที่มีเครื่องชงกาแฟแบบเป็นเรื่องเป็นราวเป็นร้านแรกๆ Coffee Shop ในโรงแรมอื่นๆ จะเป็นแบบ Percolator ที่ใช้กระดาษกรองธรรมดา ชงที่ละ 10 แก้ว กว่าจะหมดโถก็หลายชั่วโมงอยู่ คนที่ได้ดื่มกาแฟแก้วท้ายๆ ก็จะได้รสขมอมเปรี้ยวของกาแฟโรบัสต้าล้วนที่ใช้กันอยู่ในขณะนั้น

ห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้า

ในปีนั้นคนย์การค้าในกรุงเทพฯ มีอยู่ไม่กี่แห่ง ที่อยู่กลางเมืองแถวราชดําริก็จะมีห้างโรบินสัน พอโซโก้ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าใหญ่ของญี่ปุ่นมาเปิดที่สี่แยกเพลินจิตทาง UCC ซึ่งเป็นร้านกาแฟที่มีอยู่ในโซโก้ทุกแห่งในญี่ปุ่นก็มาเปิดที่เมืองไทยด้วยในรูปแบบของแฟรนไชส์ โดยทาง UCC ได้ทําจอยเวนเจอร์กับบริษัทไทย ซึ่งฉันก็มีโอกาสได้เข้ามาทําร้านกาแฟเป็นครั้งแรกที่นี่ โดยถูกส่งไปฝึกงานเรื่องการบริหาร จัดการร้านกาแฟอย่างเป็นระบบที่เมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลา 1 เดือน กลับมาเมืองไทยก็เริ่มทําทุกอย่างตั้งแต่หาวัตถุดิบ สั่งทําถ้วยกาแฟที่มีโลโก้ หาพนักงาน ฝึกอบรมพนักงาน จนถึงการจัดการภายในต่างๆ พอรูปแบบร้านกาแฟที่มีการบริหารจัดการอย่างทันสมัย เป็นระบบ เป็นต้นแบบสําหรับร้านกาแฟในสมัยนั้น ประกอบกับกลิ่นกาแฟที่หอมตลบอบอวลตอนบดเพื่อที่จะชงด้วยโถแก้วแบบไซฟ่อนแบบศิลปะแก้วต่อแก้ว ทําให้ร้านกาแฟ UCC ในสมัยนั้นเป็นที่รู้จัก และเป็นที่นิยมมากขึ้นด้วยรูปลักษณ์ของร้านที่ทันสมัย ประกอบกับการบริการที่มีระบบ นักธุรกิจก็เริ่มเปลี่ยนการเจรจาการค้าจากโรงแรมมาเป็นตามร้านกาแฟในห้างมากขึ้น พอห้างสรรพสินค้าเปิดใหม่ก็เหมือนกับจะมีรูปแบบเหมือนกันหมดคือต้องมีร้านกาแฟอยู่ภายในห้างด้วย เพื่อเป็นที่พักของบรรดานักช็อปทั้งหลาย ต่างกันเพียงว่าแต่ก่อน 1 ห้าง จะมีร้านกาแฟ 1-2 ร้าน ไม่เหมือนปัจจุบัน 1 ศูนย์การค้ามีร้านกาแฟเกือบสิบ ยิ่งตามโมเดิร์นเทรดอย่างบิ๊กซี คาร์ฟู โลตัส 1 ห้างมีร้านกาแฟตั้งแต่เป็นช็อป เป็นคีออสก์ เป็นคอร์นเนอร์ เป็นบูธเล็ก ๆ รวมกันแล้วเป็น 10 จุด ไม่รู้ว่าจะมีทําไมมากมายขนาดนั้น ถามเจ้าหน้าที่ห้างว่าทําไมร้านเราก็เปิดอยู่แล้ว ที่มีอยู่ก็หลายร้านยังไปหาคีออสก์กาแฟเล็กๆ มาเปิดใกล้ร้านเราอีกทําไม เขาก็บอกว่ามันเป็นคนละกลุ่มลูกค้า เห็นไหมว่าร้านกาแฟในห้างสรรพสินค้ามันมากเกินความต้องการของลูกค้าไปซะแล้ว

ข้อดีข้อเสียของร้านกาแฟในห้างฯ กัน

ข้อดีของการเปิดร้านในห้าง คือ จํานวนลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการในห้างฯ มีมากสม่ำเสมอ ยิ่งเสาร์อาทิตย์หรือวันหยุดราชการ ยิ่งมาเป็นเท่าตัว มีที่จอดรถสะดวกสบาย

ข้อเสีย คือ กฏเกณฑ์ต่างๆ ภายในห้างมีมาก การเปิดปิดตามเวลา ค่าเช่ามีตั้งแต่แพงมหาโหด ถึงแพงมาก การแข่งขันสูง มีทุกระดับคู่แข่งทางตรงและทางอ้อม เดี๋ยวนี้จะเรียกร้องคําสัญญาเรื่องการไม่เปิดร้านซ้ำในธุรกิจเดียวกันจากห้างสรรพสินค้าไหนๆ ก็ไม่มีอีกต่อไปแล้ว

สํานักงาน

เลือกสํานักงานที่มีพนักงานอยู่มากพอสมควร ถ้าพนักงาน ในตึกมีไม่ถึง 2,000 คน ก็ไม่น่าลงทุนเปิดร้านขนาดใหญ่ แค่มุมกาแฟเล็กๆ บรรยากาศสบายๆ ให้เป็นที่หลบพักสมอง จิบกาแฟสบายๆให้หายง่วง มีมุมให้ลูกค้านั่งคุยกันเรื่องงานสัก 2-3 โต๊ะ ข้อดีของพื้นที่ในอาคารสํานักงาน คือ ค่าเช่าไม่แพงเท่าห้างฯ แต่ข้อเสียก็คือ เปิดขายได้แค่สัปดาห์ละ 5 วัน เสาร์อาทิตย์ วันหยุดนักขัตฤกษ์ก็ต้องปิดร้าน เวลาขายก็ไม่เกิน 10 ชั่วโมงต่อวันเท่านั้น