ทัศนคติที่มีต่อการใช้วิตามินและแร่ธาตุเสริม

ทัศนคติที่มีต่อการใช้วิตามินและแร่ธาตุเสริม

ในประเทศไทย ความเห็นเกี่ยวกับการใช้วิตามินและอร่ธาตุเสริมมีทั้งเห็นควรและไม่เห็นควร กลุ่มที่ไม่เห็นควรนั้นมีความคิดว่า ในเมื่อร่างกายของเราสามารถรับวิตามินและแร่ธาตุต่างๆได้จากอาหารในชีวิตประจําวันอยู่แล้ว ก็ไม่มีความจําเป็นที่จะต้องซื้ออาหารเสริมตัวใดมารับประทานเพิ่ม เพราะจะเป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุเสียเปล่าๆ อีกทั้งนอกจากคํากล่าวอ้างและค่านิยมแล้วก็ยังไม่มีคํายืนยันอย่างเป็นทางการว่าการรับประทานวิตามินและแร่ธาตุเสริมจะช่วยบําบัดรักษาสุขภาพได้ อีกทั้งยังมีความเป็นห่วงว่าการรับประทานวิตามินและแร่ธาตุเสริมบางชนิดอาจจะทําให้เกิดพิษสะสมและเกิดผลเสียต่อร่างกายได้

ในขณะที่กลุ่มผู้เห็นควรให้เหตุผลว่า หากศึกษาถึงลักษณะทางคุณและโทษของวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ อย่างถ่องแท้ รวมถึงใช้วิตามินและแร่ธาตุให้ตรงกับความต้องการของร่างกายแต่ละบุคคลจริงๆ วิตามินและแร่ธาตุเสริมก็จะมีประโยชน์อย่างมากในการป้องกัน ฟื้นฟู และบํารุงสุขภาพ เช่น การรับประทานวิตามินซีเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันไข้หวัดในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง การให้วิตามินเคเสริมกับผู้ที่มีปัญหาเลือดแข็งตัวช้าเมื่อจะทําการผ่าตัด การให้วิตามินดีหรือแคลเซียมเสริมแก่ผู้สูงอายุที่มีปัญหาเกี่ยวกับภาวะกระดูกเสื่อมถอย การรับประทานกรดโฟลิกสําหรับหญิงที่วางแผนตั้งครรภ์ เป็นต้น

ศาสตราจารย์นายแพทย์เฉลียว ปิยะชน อาจารย์พิเศษคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้กล่าวถึง การใช้วิตามินเสริมอย่างน่าสนใจในหลายๆ ประเด็นไว้ในหนังสือที่ท่านเป็นผู้เขียนขออนุญาตยกข้อความตอนหนึ่งดังนี้

“แพทย์กระแสหลักยังยึดมั่นในขนาดที่กําหนดไว้ใน อาร์ดีเอ (RDA, Recommended Daily Allowance) ซึ่งเป็นการกําหนดขนาดของวิตามินชนิดต่างๆ ที่ร่างกายควรได้รับเพื่อป้องกันการเกิดโรคขาดวิตามินชนิดต่างๆ ซึ่งเป็นโรคที่เกิดขึ้นในสมัยเมื่อหลายสิบปีก่อน โดยยึดหลักว่าถ้าได้รับวิตามินขนาดที่แนะนําแล้วจะไม่เกิดโรคนั้นๆ แพทย์หรือประชาชนส่วนใหญ่ ก็ยังยึดมั่นในตัวเลขขนาดวิตามินนั้นๆ และมักกล่าวว่า หากรับประทานอาหารครบห้าหมู่ก็จะได้วิตามินต่างๆ พอรับประทานเสริมก็ไม่มีประโยชน์ จะขับออกทางปัสสาวะหมด…หรือในกลุ่มวิตามินที่ละลายในไขมัน เช่น วิตามินอี ก็กลัวว่าจะไปสะสมในร่างกายแล้วเป็นอันตราย นี่เป็นความเข้าใจผิดตั้งแต่ความรู้พื้นฐาน เพราะวิตามินมีคุณค่าและคุณสมบัติมากกว่าแค่ป้องกันโรคขาดวิตามิน แต่มีหน้าที่ทําให้ร่างกาย-อวัยวะต่างๆ ทําหน้าที่ วิตามินเป็นอาหารที่ควรได้รับจึงไม่ควรเข้มงวดเช่นยา ความรู้ใหม่ๆทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ และการแพทย์เองชี้ชัดว่า ควรได้รับสูงกว่าที่กําหนดไว้เก่า การที่แพทย์ออกมาต่อต้านการใช้วิตามินที่มีขนาดสูงกว่าเดิมหรือการใช้เสริมจึงเป็นความรู้ที่ล้าสมัย”

ทั้งสองความคิดเห็นที่แตกต่างล้วนมีเหตุผลที่ควรนําไป ขบคิด ด้วยเหตุนี้ การจะเลือกใช้วิตามินและแร่ธาตุเสริมหรือไม่ สุดท้ายแล้วก็อยู่ที่ตัวคุณที่จะเป็นผู้เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่สุขภาพของคุณเอง

ที่นี้ เราก็มาทําความรู้จักกับวิตามินและแร่ธาตุแต่ละตัวกัน

ประเภทของวิตามินแบ่งออกเป็น 2 ประเภท

  1. วิตามินที่ละลายในน้ำ: เป็นวิตามินที่ร่างกายจําเป็นต้องได้รับอยู่เป็นประจําสม่ำเสมอ เนื่องจากวิตามินชนิดนี้สามารถละลายในน้ำได้ และถูกความร้อนทําลายได้ง่าย จึงอยู่ในร่างกายได้ในระยะสั้นๆ ตามปกติจะอยู่ในร่างกายราว 4-6 ชั่วโมง ถ้าร่างกายไม่ได้ใช้วิตามินชนิดนี้ เกือบทั้งหมดจะถูกขับออกมาทางปัสสาวะและเหงื่อ (ยกเว้นวิตามินบี 12 ที่ถูกเก็บไว้ในตับ) วิตามินที่ละลายในน้ำได้ คือ กลุ่มวิตามินบี ซี และเอช
  2. วิตามินที่ละลายในไขมัน: เป็นวิตามินที่ถูกดูดซึมพร้อมไขมันในบริเวณลําไส้เล็กเข้าสู่กระแสเลือดและนําไปเก็บไว้ที่ตับ วิตามินชนิดนี้ทนต่อความร้อนได้ดี และสามารถสะสมอยู่ในร่างกายของมนุษย์ได้นานนับเดือนนับปี ขึ้นอยู่กับความต้องการวิตามินในแต่ละบุคคล ดังนั้นจึงควรระมัดระวังการรับประทานวิตามินที่ละลายในไขมันในปริมาณที่มากเกินไป เพราะหากได้รับมากเกินไปในช่วงเวลาหนึ่งอาจถึงระดับเป็นพิษ วิตามินที่ละลายในไขมัน คือ วิตามินเอ ดี อี เค และคิว (A, D, E, K,Q)

 

 

คุณประโยชน์ของวิตามินซี

คุณประโยชน์ของวิตามินซี

วิตามินซี

เมื่อประมาณ 200 ปีที่แล้ว แพทย์ชาวอังกฤษได้ค้นพบว่าผลไม้รสเปรี้ยว เช่น มะนาว และส้มสามารถรักษาโรคที่มีอาการเลือดออกตามไรฟันของกะลาสีเรือได้ จากนั้นเป็นต้นมามะนาวและส้มก็เป็นผลไม้ที่จะต้องมีติดเรือไว้เสมอ ในปีค.ศ.1928 นายอัลเบิร์ต เซนต์ เกอร์กี นักชีวเคมี ชาวฮังกาเรียน ได้ค้นพบสารชนิดเดียวกันกับที่สามารถรักษาโรคดังกล่าวได้จากพริก คือ กรดแอสคอร์บิก หรือที่รู้จักกันดีในเวลา ต่อมาว่าวิตามินซี ซึ่งไม่ได้มีประโยชน์เพียงรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน หรือลักปิดลักเปิดเท่านั้น แต่ยังมีผลด้านบวกต่อระบบการทํางานของร่างกายมนุษย์อีกนานัปการ

 

วิตามินมีหน้าที่ช่วยควบคุมเมตาบอลิซึม และแพร่พลังงานจากอาหารที่ย่อย ทําหน้าที่เป็นตัวช่วยเอนไซม์ และตัวกระตุ้นเอนไซม์ ซึ่งเอนไซม์ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ ส่วนที่เป็นโปรตีน และส่วนที่เป็นโคเอนไซม์ เอนไซม์จะอยู่ภายในเซลล์และถูกใช้ภายในเซลล์ โดยจะมีผลต่อกระบวนการออกซิเดชั่นภายในร่างกาย อีกทั้งยังเป็นปัจจัยหลักในกระบวนการที่ทําให้เกิดการเจริญเติบโต การเผาผลาญ การสร้างเซลล์ และการย่อยอาหาร ตราบใดที่ร่างกายมนุษย์ได้รับวิตามินอย่างเพียงพอ การกระตุ้นเอนไซม์เพื่อให้เกิดกระบวนการดังกล่าวย่อมมีประสิทธิภาพ แต่เมื่อใดที่ร่างกายขาดวิตามิน เมื่อนั้นระดับเอนไซม์ภายในเซลล์ก็จะลดต่ำลง ประสิทธิภาพการทํางานของเซลล์ก็จะลดลงด้วย

วิตามินซีจากแหล่งอาหาร วิตามินซีมีมากในผลไม้รสเปรี้ยว เช่น ฝรั่ง มะนาว ส้ม สับปะรด สตรอว์เบอร์รี่ และในผักสด เช่น มะเขือเทศ เป็นต้น

คุณประโยชน์ของวิตามินซี

  • วิตามินซีมีความจําเป็นในการสร้างและซ่อมแซมเนื้อเยื่อ ช่วยให้เนื้อเยื่อมีสุขภาพสมบูรณ์
  • บําบัดรักษาเหงือก ทําให้เหงือกมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง
  • มีส่วนช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง
  • ช่วยให้ผนังเส้นเลือดฝอยยืดหยุ่นได้ดี ป้องกันและยับยั้งการเกิดภาวะหลอดเลือดแข็งตัว
  • ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของภูมิคุ้มกันในร่างกาย
  • ต่อต้านปัจจัยก่อภูมิแพ้ต่างๆ เช่น ฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการแพ้ หอบหืด และไซนัสได้
  • ช่วยยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง โดยเฉพาะสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งปอดและมะเร็งต่อมลูกหมากได้เป็นอย่างดี
  • ช่วยป้องกันการเกิดต้อกระจก
  • ช่วยป้องกันโรคหวัด โรคหัด คางทูม เป็นต้น ในกรณีที่เป็นหวัดแล้ว หากรับประทานวิตามินซีตั้งแต่เริ่มแรกที่มีอาการหวัด จะทําให้ความรุนแรงของอาการป่วยบรรเทาลงและลดระยะเวลาการเป็นหวัดลงได้
  • ช่วยให้บาดแผลหายเร็วขึ้น เพราะวิตามินซีจะช่วยเสริมสร้างผนังเซลล์ และต่อต้านอาการอักเสบ
  • ช่วยเกื้อหนุนการทํางานของวิตามินอี ให้สามารถทําหน้าที่ในฐานะวิตามินอีได้ตลอดไป
  • ช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกาย ทําให้ผิวพรรณสดใส ชะลอความชรา
  • ช่วยให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า

ผลจากการขาดวิตามินซี

  • เลือดออกตามไรฟัน เป็นโรคลักปิดลักเปิด
  • ภาวะของเลือดออกตามไรฟัน ส่งผลต่อเนื่องให้สุขภาพในช่องปากไม่ดี มีอาการปวดเหงือก เลือดออกตามไรฟันมาก ฟันเปราะไม่แข็งแรง
  • ภูมิต้านทานโรคต่ำ มักเป็นหวัดได้ง่าย
  • เมื่อมีบาดแผลจะหายได้ช้า

ปริมาณวิตามินซีที่ร่างกายควรได้รับ ความต้องการวิตามินซีของแต่ละบุคคลขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น น้ำหนักตัว กิจกรรมที่ทํา ภาวะความเจ็บไข้ เป็นต้น

ผลจากการรับวิตามินซีมากเกินไป

การได้รับวิตามินซีมากเกินไป คือราว 10 กรัมต่อวัน อาจทําให้มีอาการปวดท้อง แน่นท้อง ท้องเสีย ท้องอืด และทําให้เป็นนิ่วในไตได้ แต่หากหยุดรับประทานอาการเหล่านี้ก็จะหายไป

เกี่ยวกับการเสริมวิตามินซี วิตามินซีกับการบําบัดรักษา มีคํากล่าวอ้างว่าวิตามินซีมีส่วนช่วยให้การบําบัดรักษาอาการของโรคดังต่อไปนี้ทุเลาลงได้

  • โรคต้อกระจก
  • แผลจากโรคเริม
  • ไข้หวัด
  • ภูมิแพ้
  • เลือดออกตามไรฟันหรือลักปิดลักเปิด
  • หลอดเลือดแดงแข็งตัว

เสริมวิตามินซี ทางเลือกที่เหมาะสําหรับใคร คุณอาจจําเป็นต้องพิจารณาวิตามินซีเป็นทางเลือกเพื่อสุขภาพหากอยู่ในข่ายๆ ต่อไปนี้

  • มีอาการขาดวิตามินซี
  • ต้องเผชิญกับอากาศเป็นพิษเป็นประจํา
  • มีอาการเริ่มแรกของหวัด หรือกําลังเป็นหวัด
  • เป็นโรคติดเชื้อ
  • มีแผลกดทับ
  • เป็นสิวเม็ดแดง
  • อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
  • เหงือกอักเสบ บวม มีเลือดไหล
  • เลือดกําเดาไหล
  • ใช้ยาแอสไพรินเป็นประจํา
  • สูบบุหรี่เป็นประจํา
  • ผู้ที่ต้องอยู่ในที่ที่มีอุณหภูมิต่ำเป็นประจํา

 

ความสำคัญของวิตามินบี 3

ความสำคัญของวิตามินบี 3

วิตามินบี 3 เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า
ไนอะซิน (Niacin)

เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำเช่นเดียวกับวิตามินบีตัวอื่นๆ วิตามินบี 3 มีประสิทธิภาพในการรักษา
โรคเพลลากรา (Pellagra) ซึ่งเป็นโรคที่ทําให้ผู้ป่วยมีแผลแตกกร้านตามผิวหนัง ซึมเศร้า ท้องเดิน
มีประวัติเล่าถึงวิตามินบี 3 กับความสัมพันธ์ของโรคนี้ว่า ครั้งหนึ่งในอดีต
ประเทศอังกฤษได้เกิดโรคที่เรียกว่าเพลลากรานี้ โดยที่แรกผู้ป่วยจะมีอาการของโรคผิวหนัง
จากนั้นจึงมีอาการท้องเดินตามด้วยอาการทางประสาทถึงขั้นเสียสติ และเสียชีวิตในที่สุด
ในเวลานั้นโรคเพลลากราไม่มีทางรักษาให้หายได้ แต่ต่อมามีนักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันชื่อ
โกลด์เบอร์เกอร์ (Goldberger) ได้ทําการวิจัยและศึกษาเกี่ยวกับโรคนี้ เขาได้ข้อสังเกตว่า
ผู้ที่เป็นโรคนี้ส่วนใหญ่จะเป็นชาวบ้านยากจนที่ไม่มีเงินซื้อเนื้อ นม ไข่ มารับประทาน
เขาจึงทดลองให้อาสาสมัครรับประทานอาหารเช่นเดียวกับที่ผู้ป่วยโรคเพลลากรารับประทานเป็นประจํา
เมื่ออาสาสมัครเป็นโรคดังกล่าวแล้ว โกลด์เบอร์เกอร์จึงให้อาสาสมัครได้รับประทานเนื้อ นม ไข่
ปรากฏว่าอาสาสมัครเหล่านั้นหายดี นับจากนั้น ไนอะซิน หรือวิตามินบี 3
ก็ได้รับการยอมรับให้นํามารักษาอาการป่วยของโรคเพลลากราในที่สุด
ด้วยเหตุที่วิตามินที่ละลายในน้ำสามารถขับออกจากร่างกายได้ง่ายกว่าวิตามินที่ละลายในไขมัน
อีกทั้งยังสูญสลายได้ง่ายในระหว่างการประกอบอาหาร ดังนั้นสําหรับมนุษย์แล้ว
ภาวะการขาดแคลนวิตามินที่ละลายในน้ำจึงมีโอกาสเกิดขึ้นมากกว่าวิตามินที่ละลายในไขมันด้วย
เพราะฉะนั้นเราจึงควรได้รับวิตามินชนิดที่ละลายในน้ำทุกวัน เพื่อป้องกันการขาดวิตามิน
วิตามินกับมนุษย์
วิตามินเป็นสารอาหารที่มีความสําคัญยิ่งกับร่างกายมนุษย์
เพราะจําเป็นต่อการเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ
วิตามินบางตัวร่างกายสามารถสังเคราะห์ขึ้นมาเองได้ แต่วิตามินบางตัวจําเป็นต้องได้รับจากอาหาร
หรืออาหารเสริม วิตามินที่ได้จากธรรมชาติเป็นโมเลกุลสารอินทรีย์ จะมีแหล่ง ที่พบคือ พืช และสัตว์
ดังนั้นวิตามินที่ร่างกายมนุษย์ได้รับส่วนใหญ่จึงมาจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไปนั่นเอง

คุณประโยชน์ของวิตามินบี 3

• ช่วยในการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน
• ช่วยให้ผิวหนังสุขภาพดี
• ช่วยให้โลหิตไหลเวียนดี ลดคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว
• ช่วยให้ระบบประสาททําหน้าที่ได้ดี บําบัดโรคที่เกี่ยวกับจิต และทางสมอง
• ช่วยล้างพิษที่เกิดจากมลพิษ แอลกอฮอล์ และยาเสพติด
• ช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะจากไมเกรน
• ช่วยบรรเทาอาการท้องร่วง
• ช่วยบําบัดบรรเทาอาการต่างๆ ของผู้ป่วยเบาหวาน
• ช่วยบําบัดและบรรเทาอาการข้ออักเสบ
• ช่วยลดความดันโลหิตสูง
• เสริมสมรรถภาพทางเพศ

ผลจากการขาดวิตามินบี 3

• ทําให้เกิดโรคเพลลากรา
• เกิดแผลตามผิวหนัง
• กล้ามเนื้ออ่อนแรง
• อ่อนเพลีย
• ปวดหัว
• นอนไม่หลับ
• เกิดภาวะจิตเสื่อม ซึ่งจะมีอาการเช่น เซื่องซึม เงื่องหงอย ปัญญาเสื่อม ไปจนถึงตื่นเต้นง่าย วิกลจริต
อ่อนไหวเกินไป เป็นต้น
• มีผลต่อระบบทางเดินอาหาร เริ่มแรกจะแสดงอาการ โดยมีร่องแตกบริเวณริมฝีปาก เยื่อบุลิ้นลีบฝ่อ
มีอาการอักเสบ กินหรือกลืนอาหารไม่สะดวก ต่อมาอาการอักเสบจะลุกลามไปยังกระเพาะอาหาร
และลําไส้เล็ก ทําให้อาหารไม่ย่อย ท้องเดิน เป็นต้น
ปริมาณวิตามินบี 3 ที่ร่างกายควรได้รับ ไม่มีเกณฑ์ตายตัวว่าทุกคนควรได้รับวิตามินบี 3 เท่าไรในแต่ละวัน
เพราะความต้องการวิตามินอย่างเหมาะสมในแต่ละคนขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย

ผลจากการรับวิตามินบี 3 มากเกินไป การได้รับวิตามินบี 3
จากอาหารในปริมาณมากไม่ก่อให้เกิดพิษต่อร่างกาย เนื่องจากวิตามินบี 3
สามารถขับออกทางปัสสาวะได้หากได้รับมากเกินไป
และด้วยเหตุนี้เองเราจึงควรได้รับสารอาหารที่มีวิตามินบี 3 เป็นประจําทุกวัน
เกี่ยวกับการเสริมวิตามินบี 3 วิตามินบี 3 กับการบําบัดรักษา มีคํากล่าวอ้างว่าวิตามินบี 3
มีส่วนช่วยให้การบําบัด รักษาอาการของโรคดังต่อไปนี้ทุเลาลงได้
• ติดสุรา
• ผิวเป็นผื่นแดง
• สิวอักเสบ
• ไข้ละอองฟาง (ภูมิแพ้)
• โรคหัวใจ
• โรคหืด
• เบาหวาน
• หลอดเลือดแดงแข็งตัว
• ป้องกันมะเร็ง
• ข้ออักเสบ
• รักษาระดับคอเลสเตอรอล
• ไขกระดูกถูกทําลายจากเคมีบําบัด

ความสำคัญของวิตามินบี 2 ที่ร่างกายควรได้รับ

ความสำคัญของวิตามินบี 2 ที่ร่างกายควรได้รับ

ประเภทของวิตามินแบ่งออกเป็น 2 ประเภท

1. วิตามินที่ละลายในน้ำ: เป็นวิตามินที่ร่างกายจําเป็นต้องได้รับอยู่เป็นประจําสม่ำเสมอ
เนื่องจากวิตามินชนิดนี้สามารถละลายในน้ำได้ และถูกความร้อนทําลายได้ง่าย
จึงอยู่ในร่างกายได้ในระยะสั้นๆ ตามปกติจะอยู่ในร่างกายราว 4-6 ชั่วโมง ถ้าร่างกายไม่ได้ใช้วิตามินชนิดนี้
เกือบทั้งหมดจะถูกขับออกมาทางปัสสาวะและเหงื่อ (ยกเว้นวิตามินบี 12 ที่ถูกเก็บไว้ในตับ)
วิตามินที่ละลายในน้ำได้ คือ กลุ่มวิตามินบี ซี และเอช
2. วิตามินที่ละลายในไขมัน:
เป็นวิตามินที่ถูกดูดซึมพร้อมไขมันในบริเวณลําไส้เล็กเข้าสู่กระแสเลือดและนําไปเก็บไว้ที่ตับ
วิตามินชนิดนี้ทนต่อความร้อนได้ดี และสามารถสะสมอยู่ในร่างกายของมนุษย์ได้นานนับเดือนนับปี
ขึ้นอยู่กับความต้องการวิตามินในแต่ละบุคคล
ดังนั้นจึงควรระมัดระวังการรับประทานวิตามินที่ละลายในไขมันในปริมาณที่มากเกินไป
เพราะหากได้รับมากเกินไปในช่วงเวลาหนึ่งอาจถึงระดับเป็นพิษ วิตามินที่ละลายในไขมัน คือ วิตามินเอ ดี อี
เค และคิว (A, D, E, K,Q)
วิตามินบี 2 เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ไรโบฟลาวิน (Riboflavin)
เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำได้เช่นเดียวกับวิตามินบีตัวอื่นๆ วิตามินบี 2
มีความจําเป็นต่อกระบวนการเมตาบอลิซึมที่สําคัญในร่างกาย การหายใจของเซลล์ การเจริญเติบโต
และสร้างพลังงาน จากการศึกษาพบว่าร่างกายจะมีความต้องการวิตามินบี 2
เพิ่มมากขึ้นในระยะที่เซลล์กําลังเจริญเติบโต เช่น ระยะของการตั้งครรภ์
หรือระยะพักฟื้นเพื่อให้บาดแผลสมานตัว โดยวิตามินบี 2
จะถูกดูดซึมผ่านผนังของลําไส้เล็กเข้าสู่ระบบหมุนเวียนโลหิต เพื่อส่งไปยังเนื้อเยื่อในร่างกาย
วิตามินบี 2 จากแหล่งอาหาร วิตามินบี 2 พบในอาหารจําพวกข้าวไม่ขัดผิว ธัญพืช เนื้อสัตว์ ตับ เนย นม
ไข่แดง ยีสต์ โยเกิร์ต บรอกโคลี อะโวคาโด ผักใบเขียว ถั่ว โสม เป็นต้น
คุณประโยชน์ของวิตามินบี 2

• ช่วยให้การเจริญเติบโตเป็นไปตามปกติ ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ทําให้อวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะผิวหนัง
หนังศีรษะ ผม ลิ้น ตา แข็งแรง
• ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง
• ช่วยให้การมองเห็นดี ป้องกันและรักษาโรคต้อกระจก
• ช่วยในการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน
• ลดความเครียดที่เกิดขึ้นกับจิตใจในภาวะต่างๆ
ผลจากการขาดวิตามินบี 2
• ชะลอการเจริญเติบโตของร่างกาย
• ระบบย่อยอาหารทํางานไม่มีประสิทธิภาพ
• เป็นโรคปากนกกระจอก
• ผิวหนังแห้งแตก
• ผิวหนังอักเสบ
• ริมฝีปากแดง ปวดแสบปวดร้อนในปากและลิ้น
• ปวดแสบปวดร้อนที่ตา คันตา มองแสงจ้าๆ ไม่ค่อยได้
• อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร
ปริมาณวิตามินบี 2 ที่ร่างกายควรได้รับ ใครควรได้รับวิตามินบี 2 ในปริมาณเท่าไรนั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย
การรับประทานวิตามินบี 2 ในปริมาณมากยังไม่ปรากฏว่าเป็นพิษต่อร่างกายแต่อย่างใด เนื่องจากวิตามินบี 2
สามารถละลายในน้ำได้ จึงถูกขับออกทางปัสสาวะอย่างรวดเร็ว
เกี่ยวกับการเสริมวิตามินบี 2 วิตามินบี 2 กับการบําบัดรักษา มีคํากล่าวอ้างว่าวิตามินบี 2
มีส่วนช่วยให้การบําบัด รักษาอาการของโรคดังต่อไปนี้ทุเลาลงได้
• โรคเชื้อราแคนดิดา
• โรคโลหิตจาง
• โรคดีซ่าน
• โรคต้อกระจก
• มาลาเรีย
• ปวดศีรษะไมเกรน

• มะเร็งหลอดอาหาร
• มีอาการเป็นตะคริวในขณะตั้งครรภ์
เสริมวิตามินบี 2 ทางเลือกที่เหมาะสําหรับใคร คุณอาจจําเป็นต้องพิจารณาวิตามินบี 2
เป็นทางเลือกเพื่อสุขภาพหากอยู่ในข่ายดังต่อไปนี้
• มีอาการขาดวิตามินบี 2
• เป็นมังสวิรัติที่เคร่งครัด
• สตรีที่กินยาคุมกําเนิดเป็นประจํา
• เป็นผู้ที่มีสมาธิต่ำ
• ผู้ป่วยเบาหวาน
• มีอาการผิดปกติทางตา ตาแดง ช้ำเลือด ระคายเคือง
• ลิ้นและริมฝีปากอักเสบ
• ผิวหนังเป็นพื้นอักเสบ
• เล็บแตก
• เส้นผมร่วง ขาดความเงางาม
• เป็นผู้ใช้ชีวิตอย่างมีความเครียดสูง
• ผู้สูงอายุที่ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ
ปริมาณที่แนะนำ 25-100 มิลลิกรัม : วัน เพื่อการบําบัดรักษา **การรับประทานวิตามินบี 2 เสริม
เกินกว่าวันละ 200 มิลลิกรัมต่อวัน ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ
ข้อพึงคํานึงก่อนการใช้วิตามินบี 2 เสริม
• อ่านฉลากและศึกษาการใช้วิตามินตัวนี้ให้เข้าใจ
• ผู้ที่มีแนวโน้มจะป่วยเป็นโรคต้อกระจก หรือเป็นโรคนี้อยู่แล้วควรระมัดระวังในการรับประทานวิตามินบี
2 เสริม การรับประทานน้อยเกินไปจะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคนี้
แต่ขณะเดียวกันหากรับประทานมากเกินไปก็เป็นผลเสียเช่นกัน
เพราะการได้รับวิตามินชนิดนี้ร่วมกับแสงและออกซิเจนจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต้อกระจกได้
ดังนั้นจึงไม่ควรรับประทานเกิน 10 มิลลิกรัมต่อวัน
• วิตามินบี 2 ที่รับประทานเสริมในปริมาณสูงอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะการขาดแมกนีเซียมได้

ความผันแปรของทําเลร้านกาแฟ

ความผันแปรของทําเลร้านกาแฟ

อย่างไรก็ตามแม้เราจะเลือกทําเลที่ดี ทําการวิเคราะห์ทําเลอย่างละเอียดแล้ว แต่เมื่อเปิดร้านไปแล้ว ทําเลอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงโดยที่เราไม่คาดคิด การผันแปรของทําเลที่มักเกิดขึ้นเสมอคือมีคู่แข่งมาเปิดร้านอยู่ใกล้เคียง แม้ว่าร้านที่เปิดใหม่อาจจะคนละกลุ่มเป้าหมายกับเรา แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่า คนในพื้นที่นี้จะไม่หันไปลองดื่มกาแฟร้านใหม่ จากเดิมที่เราเคยขายได้วันละหนึ่งหมื่นบาท อาจจะเหลือแค่วันละ 5,000 บาท หรือหากกาแฟนั้นถูกกว่าของเรา อร่อยกว่าของเรา บริการดีกว่าร้านของเรา รายได้ของเราก็อาจจะลดลงไปกว่าครึ่งก็ได้ ฟังดูน่ากลัว แต่นี่เป็นความจริงที่เกิดขึ้นเสมอ ดังนั้นสิ่งที่เราจะทําได้ คือต้องรักษามาตรฐานทั้งในด้านรสชาติกาแฟ และการบริการให้ดีอยู่เสมอ ละหากเกิดเหตุการณ์แบบนี้อาจต้องงัด                    กลยุทธ์ด้านการตลาด การทําโปรโมชั่นออกมาใช้ทุกรูปแบบเพื่อให้ร้านของเราสามารถแข่งขันได้ เพราะเราไม่สามารถไปบอกลูกค้าได้ว่าอย่าไปซื้อกาแฟร้านอื่น ดังนั้นสิ่งที่เราทําได้คือเสนอทางเลือกที่ดีที่สุดสําหรับลูกค้า แล้วลูกค้าจะเป็นคนเลือกเอง

ความผันแปรของทําเลอีกประการหนึ่งคือ กลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่อยู่ในพื้นที่ไม่ได้มีจํานวนมากเท่าที่เราคิด หรือจํานวนเกิดเปลี่ยนแปลงไป ร้านกาแฟในอาคารสํานักงานแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทสื่อสารโทรคมนาคมขนาดใหญ่ วิเคราะห์แล้วว่าพนักงาน ภายในตึกมีมากกว่า 1,000 คน ส่วนใหญ่เป็นวิศวกร พวกเขามีไลฟ์สไตล์ในการดื่มกาแฟอยู่แล้ว แต่เมื่อเปิดร้านแล้วกลับพบว่าวิศวกรที่ทํางานในตึกนี้ ส่วนใหญ่ไม่ได้ประจําอยู่ที่นี่ และภายหลังพนักงานส่วนหนึ่งก็ย้ายออกไปทํางานที่ใหม่ ทําให้ภายในตึกเหลือพนักงานเพียง 200 กว่าคน สุดท้ายก็ไปไม่ไหวต้องเลิกร้านในทําเลนั้นไปก่อน นี่ทําให้ได้เรียนรู้ว่า การวิเคราะห์ทําเลต้องหาข้อมูลให้ลึกมากกว่านี้ ไม่ใช่เพียงแค่ดูจํานวนประชากรในพื้นที่ แต่ต้องดูด้วยว่าประชากรจํานวนนี้ใช้เวลาอยู่ในพื้นที่มากน้อยเพียงใด และมองไปถึงอนาคตด้วยว่าพวกเขาจะยังคงทำงานที่นี้อีกนานแค่ไหน ซึ่งหากเราทราบก่อนว่าอีกไม่นานพวกเขาจะย้ายสำนักงาน เราจะได้รอไปก่อน แล้วค่อยไปเปิดร้านตอนที่อาคารนี้มีบริษัทใหม่ย้ายเข้ามาใช้พื้นที่ และมีปริมาณพนักงานมากพอสําหรับการขายของเรา

  • หลักการวิเคราะห์ทําเล
  • ประเมินว่าพื้นที่นั้นมีผู้คนสัญจรผ่านไปมาปริมาณเท่าใด
  • เป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของเราหรือเปล่า
  • มีร้านกาแฟคู่แข่งอยู่ในพื้นที่กี่ร้าน
  • ประเมินว่าในปริมาณผู้คนที่สัญจรไปมา อาจจะมีคนที่ซื้อกาแฟดื่มเพียง 2-5%
  • วิเคราะห์กลุ่มลูกค้าเป้าหมายเพื่อตั้งราคาขาย

ตัวอย่างการคํานวณ

เรากําลังจะเข้าไปเปิดร้านกาแฟในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ห้างนั้นมีผู้คนสัญจรไปมาวันละ 10,000 คน มีร้านกาแฟอยู่ในห้างแล้ว 2 ร้าน หากร้านของเราไปเปิดจะเป็นร้านที่ 3 ประเมินว่าในปริมาณ ผู้คนที่สัญจรไปมามีคนซื้อกาแฟดื่ม 5% เราวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายแล้ว กลุ่มเป้าหมายน่าจะสามารถดื่มกาแฟแก้วละ 35-50 บาทได้

ดังนั้นในจํานวนคน 10,000 คน ซื้อกาแฟดื่ม 5% แสดงว่ามีคน ซื้อกาแฟดื่ม 500 คน มีร้านกาแฟ 3 ร้าน ก็หาร 3 ร้านกาแฟแต่ละร้านก็จะขายกาแฟได้วันละ 166 แก้ว

ร้านของเราขายกาแฟเฉลี่ยแก้วละ 40 บาท ขายได้ 166 แก้ว เป็นเงิน 6,640 บาทต่อวัน

เดือนหนึ่งมีรายได้ 199,200 บาท นําค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ค่าเช่า สถานที่ ค่าวัตถุดิบ ค่าจ้างพนักงานมาหักออกจากรายได้ สมมติว่าเหลือกําไรเดือนละ 39,840 บาท (20%) ถือว่าเป็นรายได้ที่น่าพอใจใช่ไหม

หมายเหตุ : นี่เป็นการประเมินแบบกว้างๆ ยังมีตัวแปรอีกหลายประการที่จะทําให้เราขายไม่ได้ตามเป้าที่ประเมิน เช่น หากกาแฟของเราไม่อร่อยเท่าร้านที่ขายอยู่ก่อน ทําเลที่ตั้งของเราอาจไม่ดีมากเท่ากับร้านอื่น หรือพนักงานของเราบริการไม่ดี ก็อาจทําให้เราขายไม่ได้ ตามเป้าที่วางไว้ ในทางกลับกันหากกาแฟของเราคุณภาพดีกว่า ทําเลดีกว่า พนักงานบริการได้ดีกว่า เราก็อาจขายได้มากกว่าที่ประเมินนี้ก็ได้

ทำเลร้านกาแฟในปัจจุบัน

ปัจจุบันเราก็เห็นกันอยู่แล้วว่าร้านกาแฟเกิดขึ้นมากมาย เมื่อมีร้านกาแฟมากกว่าเดิม ทําเลดีๆ ย่อมหายากกว่าเดิมเพราะทําเลดีต่างถูกจับจองไปหมดแล้ว แต่อย่าเพิ่งถอดใจไป ยังมีทําเลดีๆ ที่หลายคนอาจมองข้าม จุดเล็กๆของทําเลที่หากคุณมองเห็นคุณก็คว้าโอกาสรวยไปได้เลย

ข้อพึงคํานึงก่อนการใช้วิตามินเอเสริม

ข้อพึงคํานึงก่อนการใช้วิตามินเอเสริม

  • หากคุณเคยมีอาการแพ้วิตามินเอมาก่อนแต่จําเป็นต้องได้รับวิตามินเอเสริมจากคําแนะนําของแพทย์หรือผู้ เชี่ยวชาญ ให้แจ้งประวัติการแพ้นี้ให้เขาทราบ
  • หากคุณกําลังตั้งครรภ์การได้รับวิตามินเอมากเกินไป อาจเป็นอันตรายกับทารกในครรภ์ได้ รวมถึงในระยะให้นมบุตรก็ยังไม่เป็นการดีที่คุณจะรับวิตามินเอมากเกินกว่าความจําเป็นที่ร่างกายควรจะได้รับ ทางที่ดีควรรับวิตามินเอจากอาหารที่รับประทานในแต่ละวันจะปลอดภัยกว่า
  • การใช้วิตามินเอเสริมในเด็กและคนชราเป็นเรื่องที่ต้องให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ
  • ถ้าคุณมีโรคที่กําลังรักษา หรือโรคประจําตัวต้องปรึกษาแพทย์ก่อนว่าวิตามินเอเสริมมีความขัดแย้งกับตัวยาที่คุณต้องรับประทานหรือไม่ประการใด เพราะยาบางตัวอาจเป็นผลให้ปริมาณวิตามินเอในเลือดสูงได้ อันจะนํามาซึ่งผลข้างเคียง บางประการ
  • การใช้วิตามินเอเสริมอาจเป็นผลร้ายต่อผู้ที่เป็นโรคตับ และโรคไต

เมื่อวิตามินเอเข้าสู่ร่างกาย ประมาณ 90% ของวิตามินเอในร่างกายคนเราจะถูกเก็บไว้ที่ตับ โดยสังกะสี (Zinc) จะช่วยในการเผาผลาญวิตามิน และส่งไปดูดซึมที่บริเวณลําไส้เล็ก ดังนั้นหากร่างกายของผู้ใดอยู่ใน ภาวะขาดธาตุสังกะสี ก็อาจเป็นเหตุให้ระดับวิตามินเอในเลือดลดลง ได้เช่นกัน

ปัจจัยที่มีผลต่อการดูดซึมของวิตามินเอ

  • การทํากิจกรรมหนักๆ ภายใน 4 ชั่วโมงหลังจากการบริโภควิตามินเออาจรบกวนการดูดซึมของวิตามินเอได้
  • อาหารบางประเภทก็รบกวนการดูดซึมของวิตามินเอได้เช่นกัน เช่น เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ การบริโภคอาหารที่มีธาตุเหล็กมากเกินกว่าความจําเป็นของร่างกาย เป็นต้น
  • การใช้ยาบางชนิดมีผลให้วิตามินเอมีประสิทธิภาพในการดูดซึมน้อยลง เช่น การใช้ยาจําพวกฮอร์โมน ยาคอเลสไทรามีน (Cholestyramine) ซึ่งเป็นยาที่ใช้ในการรักษาโรคคอเลสเตอรอลสูง ยาลดกรดแก้อาการอาหารไม่ย่อย เป็นต้น

วิตามินเอจะถูกดูดซึมได้ดีที่สุดเมื่อรับประทานร่วมกับอาหารที่มีน้ำมัน หรือไขมันเป็นส่วนประกอบบ้าง

ผลจากการขาดและรับวิตามินเอมากเกินไป

ผลจากการขาดวิตามินเอ

  • เกิดอาการผิดปกติทางสายตา อาทิ ตาบอดกลางคืน เยื่อบุตาขาวแห้ง กระจกตาแห้ง อักเสบ และเป็นแผล กระจกตาขุ่นเหลว หากขาดวิตามินเออย่างรุนแรงอาจทําให้ตาบอดได้
  • การเจริญเติบโตของกระดูกและฟันไม่ดี
  • ผิวพรรณไม่ดี ผิวหนังแห้งแตก ลอกหลุดเป็นแผ่นๆหยาบกร้าน โดยเฉพาะผิวหนังบริเวณข้อศอก ตาตุ่ม และข้อต่อต่างๆ
  • ทําให้เกิดการติดเชื้อต่างๆได้ง่าย เช่น เกิดสิว ไซนัส อักเสบ
  • อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ น้ำหนักลด
  • ภูมิต้านทานโรคต่ำ

ผลจากการรับวิตามินเอมากเกินไป

การได้รับวิตามินเอมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการติดต่อกันเป็นเวลานานหลายเดือนอาจเกิดพิษต่อร่างกายและมีอาการต่างๆ คือ

  • ผิวมีสีเหลืองเข้มขึ้นคล้ายสีฟักทอง
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • ท้องเสีย ท้องผูก
  • อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร เซื่องซึม
  • นอนไม่หลับ กระวนกระวาย
  • ผิวและเยื่อบุแห้ง ผิวแตกเป็นแผ่น เป็นขุย ตกสะเก็ด
  • ริมฝีปากแห้ง แตกหรือเป็นแผล มีเลือดออกจากเหงือก
  • มองเห็นภาพไม่ชัด ตามัว คน
  • ผื่นขึ้น
  • ปวดข้อ ปวดกระดูก
  • ปวดกล้ามเนื้อ
  • ปวดศีรษะ
  • ผมร่วง
  • ประจําเดือนมาไม่ปกติ
  • หญิงมีครรภ์อาจแท้งลูก หรือมีความเสี่ยงที่เด็กในครรภ์จะคลอดออกมาพิการได้ เช่น ความผิดปกติในระบบทางเดินปัสสาวะกระดูกผิดรูป

หากตรวจพบอาการเป็นพิษเนื่องจากการรับประทานวิตามินเอมากเกินไป ให้หยุดรับประทานวิตามินเอสักพัก อาการต่างๆก็จะหายไป นอกจากนี้วิตามินซียังช่วยป้องกันผลร้ายที่อาจเกิดจากพิษของวิตามินเอได้ด้วย

เกี่ยวกับการเสริมวิตามินเอ เนื่องจากวิตามินเอจะถูกดูดซึมได้ดีที่สุดเมื่อรับประทานร่วมกับอาหารที่น้ำมัน ดังนั้นผลิตภัณฑ์เสริมวิตามินเอจึงมักมีน้ำมันเป็นส่วนประกอบหลัก หากคุณต้องรับประทานวิตามินเอ เสริม (ต้องได้รับคําแนะนําจากผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น) ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานวิตามินเอเสริมจากหลายแหล่งซึ่งอาจจะต่างรูปแบบพร้อมๆ กัน รวมทั้งต้องพิจารณาอาหารที่คุณรับประทานในแต่ละมื้อด้วยว่ามีปริมาณวิตามินเอมากแล้วหรือไม่เพียงไร ไม่เช่นนั้นจะทําให้คุณได้รับวิตามินเอมากเกินไปได้ โดยเฉพาะสตรีมีครรภ์นั้นสมควรระวังอย่างยิ่ง เนื่องจากปริมาณวิตามินเอที่มากเกินไปอาจส่งผลให้ทารกในครรภ์พิการตั้งแต่ระยะพัฒนาเป็นตัวอ่อนได้

วิตามินเอกับการบําบัดรักษา แม้ผลจากการใช้วิตามินเพื่อการบําบัดรักษาสุขภาพจะยังไม่ได้รับการพิสูจน์อย่างจริงจังเหมือนกับผลของยารักษาโรค แต่ก็มีคํากล่าวอ้างว่าวิตามินเอมีส่วนช่วยให้การบําบัดรักษาอาการ ของโรคดังต่อไปนี้ทุเลาลงได้

  • โรคสะเก็ดเงิน
  • โรคหัด
  • โรคมะเร็ง
  • โรคต้อหิน
  • ท้องร่วง
  • โรคลําไส้
  • โรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ
  • สิว

เสริมวิตามินเอ ทางเลือกที่เหมาะสําหรับใคร คุณอาจจําเป็นต้องพิจารณาวิตามินเอเป็นทางเลือกเพื่อเสริมสุขภาพหากมีอาการ ดังต่อไปนี้

  • มีอาการที่เกิดจากการขาดวิตามินเอ
  • ร่างกายของคุณมักติดเชื้อง่ายกว่าคนปกติ
  • ผิวหนังของคุณแตกแห้งเป็นเกล็ด
  • คุณไม่สามารถปรับสายตาให้มองเห็นได้ในเวลากลางคืน รวมทั้งมีปัญหาเกี่ยวกับสายตาอื่นๆ เช่น ตาไม่สู้แสง ตาแห้งมัว
  • หากเป็นเด็กจะเป็นเด็กที่เติบโตช้ากว่าเด็กวัยเดียวกันมาก และพบว่าสารเคลือบฟันไม่สมบูรณ์

ปริมาณที่แนะนํา ค่าที่เหมาะสมสําหรับการเสริมวิตามินเอคือ 800 ไมโครกรัม ซึ่งอาจจะเพิ่มขึ้นได้มากกว่านี้ตามแต่ปัญหาสุขภาพของแต่ละบุคคล อย่างไรก็ตาม สําหรับผู้ที่มีความจําเป็นต้องใช้วิตามินเอเสริมเป็นประจําก็ไม่ควรใช้วิตามินเอเกิน 9,000 ไมโครกรัม ในผู้ชาย และสําหรับผู้หญิงไม่ควรเกิน 7,500 ไมโครกรัม

ข้อคํานึงก่อนการใช้วิตามินบี 12 เสริม

ข้อคํานึงก่อนการใช้วิตามินบี 12 เสริม

วิตามินบี12 หรือโคบาลามิน (Cabalamin) ประกอบ แร่โคบอลต์ ฟอสฟอรัส และไนโตรเจน ถือเป็นวิตามินชนิดเดียวที่มีองค์ประกอบเป็นแร่ธาตุซึ่งจําเป็นต่อร่างกาย โดยร่างกายต้องการวิตามินบี12สำหรับการเผาผลาญสารอาหารและการเจริญเติบโตของเม็ดเลือดแดง นอกจากนั้นยังมีความสําคัญอย่างยิ่งในกระบวนการนําเอนไซม์กลับมาใหม่ ซึ่งเป็นการบำรุงสุขภาพเส้นประสาท และเซลล์อื่นๆของร่างกายวิตามินบี 12 จะเข้าสู่ร่างกายได้ดีเมื่อรวมตัวกับแคลเซียมในระหว่างการดูดซึมซึ่งจะเกิดขึ้นบริเวณลําไส้เล็ก หลังจากนั้นจะสําเลียงเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อส่งไปยังเนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆ

วิตามินกับมนุษย์

วิตามินเป็นสารอาหารที่มีความสําคัญยิ่งกับร่างกายมนุษย์ เพราะจําเป็นต่อการเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ วิตามินบางตัวร่างกายสามารถสังเคราะห์ขึ้นมาเองได้ แต่วิตามินบางตัวจําเป็นต้องได้รับจากอาหาร หรืออาหารเสริม วิตามินที่ได้จากธรรมชาติเป็นโมเลกุลสารอินทรีย์ จะมีแหล่ง ที่พบคือ พืช และสัตว์ ดังนั้นวิตามินที่ร่างกายมนุษย์ได้รับส่วนใหญ่จึงมาจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไปนั่นเอง

วิตามินบี 12 จากแหล่งอาหาร จุลินทรีย์ที่ทําการสังเคราะห์สร้างวิตามินบี 12 นั้นมีอยู่มากมายในน้ำและดิน เมื่อสัตว์กินดินหรือน้ำที่มีจุลินทรีย์เหล่านั้นปะปนอยู่ มันจะเข้าสู่ตัวสัตว์โดยจุลินทรีย์บางส่วนจะเข้าไปอาศัยอยู่ในระบบทางเดินอาหารของสัตว์ และส่วนใหญ่เราจะไม่พบวิตามินบี 12 ในพืช เนื่องจากพืชไม่ต้องการวิตามินบี 12 สําหรับกระบวนการใดๆ ด้วยเหตุนี้เนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เช่น เครื่องในสัตว์ ไข่ นมสด จึงเป็นแหล่งวิตามินบี 12 ที่สําคัญสําหรับมนุษย์

คุณประโยชน์ของวิตามินบี 12

  • มีส่วนช่วยในการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน
  • ช่วยในการสร้างเซลล์ และทําให้เซลล์มีอายุยืน
  • เป็นตัวช่วยกรดโฟลิกในการสร้างเม็ดเลือดแดง และช่วยในการใช้ธาตุเหล็ก ป้องกันการเกิดภาวะโลหิตจาง
  • ช่วยให้ระบบย่อยอาหารและการดูดซึมอาหารเป็นปกติ
  • ช่วยรักษาระบบประสาทให้มีประสิทธิภาพดี
  • ช่วยให้สมองปลอดโปร่ง ไม่ฟุ้งซ่าน ความจําดี และมีสมาธิ
  • ช่วยในการเจริญเติบโต เสริมภูมิต้านทานโรค และกระตุ้นพัฒนาการของเด็กๆ
  • ช่วยให้กระดูกสันหลังอยู่ในสภาพปกติ

ผลจากการขาดวิตามินบี 12

  • ระบบประสาทเกิดความผิดปกติ เช่น ประสาทสันหลังเสื่อมสภาพ กล้ามเนื้ออ่อนแรง อัมพาต วิกลจริต เป็นต้น
  • เกิดภาวะของโรคโลหิตจาง
  • ระบบการดูดซึมอาหารทํางานได้ไม่มีประสิทธิภาพ
  • ตับโต
  • ลิ้นอักเสบ
  • อ่อนเพลีย
  • ท้องผูก
  • ซึมเศร้า มึนงง

เกี่ยวกับการเสริมวิตามินบี 12 วิตามินบี 12 กับการบําบัดรักษา มีคํากล่าวอ้างว่าวิตามินบี 12 มีส่วนช่วยให้การบําบัด รักษาอาการของโรคดังต่อไปนี้ทุเลาลงได้

  • โรคที่เกี่ยวกับจิตใจ (ความแปรปรวนทางอารมณ์ ความตึงเครียด นอนไม่หลับ)
  • โรคเบาหวาน
  • สายตาฝ้าฟาง มองเห็นไม่ชัดเจน
  • โลหิตจาง

เสริมวิตามินบี 12 ทางเลือกที่เหมาะสําหรับใคร นอกเหนือจากที่คุณอาจมีปัญหาของโรคต่างๆ คุณอาจจําเป็นต้องพิจารณาวิตามินบี 12 เป็นทางเลือกเพื่อสุขภาพหากอยู่ในข่ายดังต่อไปนี้

  • มีอาการขาดวิตามินบี 12
  • ผู้ที่มีความแปรปรวนทางจิตใจ อารมณ์ร้อน ขี้หงุดหงิด สมาธิสั้น ตึงเครียด
  • มีอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง
  • เส้นผมเสียสุขภาพ
  • ผิวหนังอักเสบ หรืออักเสบเป็นผื่น
  • ลิ้นเป็นแผล
  • กล้ามเนื้อเจ็บตึง
  • สูญเสียความทรงจํา
  • เป็นโรคลําไส้
  • เป็นโรคกระเพาะอาหาร
  • เป็นโรคไต
  • เป็นผู้รับประทานมังสวิรัติ
  • เป็นผู้ที่ควบคุมน้ำหนักอย่างเคร่งครัด
  • ผู้ที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไป (ระบบดูดซึมอาหารของคนวัยนี้จะด้อยประสิทธิภาพลง)

ปริมาณที่แนะนํา 5-10 ไมโครกรัม : วัน เพื่อการดูแลสุขภาพ

ข้อพึงคํานึงก่อนการใช้วิตามินบี 12 เสริม

  • ยังไม่มีรายงานถึงผลข้างเคียงที่จะเกิดกับร่างกายเมื่อรับประทานวิตามินบี 12 ในปริมาณมาก ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยปริมาณปลอดภัยสูงสุดที่เคยถูกบันทึกไว้คือ 3,000 ไมโครกรัมต่อวัน
  • ร่างกายสามารถดูดซึมวิตามินบี 12 ในรูปของวิตามินเสริมได้ประมาณร้อยละ 1-3 เท่านั้น เมื่อเทียบกับวิตามินบี 12 ที่ได้จากอาหารปกติ

 

ข้อคํานึงก่อนการใช้วิตามินบี 1 เสริม

ข้อคํานึงก่อนการใช้วิตามินบี 1 เสริม

วิตามินบี เป็นวิตามินที่ละลายได้ในน้ำไม่สามารถอยู่ในร่างกายได้นาน จึงต้องรับประทานต่อเนื่องเป็นประจํา วิตามินบีมีความแตกต่างจากวิตามินตัวอื่นคือไม่ได้มีตัวเดียว แต่เป็นกลุ่มวิตามิน ซึ่งวิตามินบีที่เราควรรู้จักและให้ความสําคัญมีดังต่อไปนี้

วิตามินบี 1 มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ไทอามีน (Thaiamine) เป็นวิตามินที่ละลายได้ในน้ำ ไม่สะสมในร่างกายเมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะถูกดูดซึมอย่างรวดเร็วเข้าสู่กระแสโลหิต เพื่อส่งไปยังตับ ไต และหัวใจ วิตามินบี 1 ทําหน้าที่เป็นเอนไซม์รวมในการเปลี่ยนกลูโคสให้เป็นพลังงาน ยิ่งเราใช้พลังงานมากเท่าไร เราก็ยิ่งต้องการวิตามินบี 1 มากขึ้นเท่านั้น นอกจากนั้นวิตามินชนิดนี้ยังมีส่วนช่วยในกระบวนการเผาผลาญอาหาร สังเคราะห์ไขมัน การทํางานของหัวใจ และควบคุมการทํางานของระบบประสาทให้เป็นปกติ ซึ่งหลายๆคนคงจะเคยได้ยินมาแล้วว่าการขาดวิตามินบี 1 จะทําให้เกิดโรคเหน็บชาได้

วิตามินบี 1 จากแหล่งอาหาร วิตามินบี 1 พบมากในอาหารประเภทธัญพืช เช่น รําข้าว ข้าวไม่ขัดผิว (ข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง) ไข่แดง เนื้อหมู ตับ ปลา สัตว์ปีก ยีสต์ ถั่ว ถั่วฝัก มันฝรั่งต้ม เห็ดฟาง เป็นต้น

คุณประโยชน์ของวิตามินบี1

  • วิตามินบี 1 ขึ้นชื่อมากในแง่ของสารอาหารที่มีความสําคัญต่อระบบประสาท นอกจากจะช่วยบําบัดบรรเทาอาการเหน็บชาอย่างได้ผลแล้ว ยังส่งผลให้สุขภาพจิตแจ่มใสอีกด้วย
  • ช่วยให้เจริญอาหาร มีผลต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย โดยเฉพาะในเด็ก
  • ช่วยปรับปรุงกล้ามเนื้อกระเพาะอาหาร ลําไส้เล็ก และ หัวใจ
  • ช่วยย่อยอาหาร บรรเทาอาการท้องผูก
  • ช่วยป้องกันการสะสมของไขมันส่วนเกินที่ผนังเส้นเลือดแดง
  • ช่วยป้องกันและบรรเทาการเสื่อมสภาพของร่างกาย จากการดื่มแอลกอฮอล์ และสูบบุหรี่
  • ช่วยบรรเทาอาการเมาต่างๆ เช่น เมาคลื่น เมารถ ได้ดี
  • ลดอาการแพ้อากาศ
  • ในผู้ป่วยที่เป็นโรคงูสวัด การรับประทานอาหารที่มีวิตามินบี 1 ในปริมาณที่มากพอจะช่วยให้หายป่วยจากโรคเร็วขึ้น
  • บรรเทาอาการปวดหลังจากการผ่าตัด

ผลจากการขาดวิตามินบี 1

  • การเจริญเติบโตของเด็กหยุดชะงัก
  • การทํางานของระบบประสาทและหัวใจไร้ประสิทธิภาพ
  • หัวใจมีขนาดโตขึ้น
  • ทําให้เกิดโรคเหน็บชา
  • กล้ามเนื้ออ่อนเปลี้ย เกิดอาการกระตุก แขนขาอ่อนแรง นานวันเข้าอาจเป็นอัมพาตได้
  • เกิดอาการท้องผูก เบื่ออาหาร อาหารไม่ย่อยน้ำหนักลด
  • มีอาการบวมตามแขน ขา
  • ตับโต
  • อ่อนเพลีย
  • การขาดวิตามินบี 1 จะทําให้เนื้อสมองถูกทําลายส่งผลให้เกิดอาการความจําเสื่อม ซึมเศร้า กระสับกระส่าย
  • หญิงตั้งครรภ์ที่ขาดวิตามินบี 1 จะส่งผลให้ทารกในครรภ์ขาดสารอาหารดังกล่าวไปด้วย เมื่อคลอดออกมาเด็กจะร้องเสียงแหบแห้ง ตัวเขียวคล้ำ

ผลจากการรับวิตามินบี 1 มากเกินไป

ยังไม่มีรายงานว่า การรับประทานอาหารที่มีวิตามินซี ในปริมาณมากก่อให้เกิดความเป็นพิษใดต่อร่างกาย เหตุที่เป็นดังนี้ก็เพราะวิตามินบี 1 ละลายในน้ำ ดังนั้นร่างกายจึงไม่สามารถสะสมวิตามินบี 1 ไว้ได้นั่นเอง

เกี่ยวกับการเสริมวิตามินบี 1

คุณอาจจะพิจารณาเลือกรับประทานวิตามินบี 1 เป็นส่วนเสริมด้วยตนเองได้ตามความจําเป็นเพราะเท่าที่เคยมีการลองให้ผู้ใหญ่รับประทานวิตามินบี 1 สูงถึง 100 มิลลิกรัมต่อวัน ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวก็ยังไม่ปรากฏผลลัพธ์ที่เป็นอันตรายแต่ประการใด แต่ถึงกระนั้นก็ต้องระวังไม่ให้มากเกินกว่า 3 กรัม ต่อวัน (ซึ่งก็ไม่มีความจําเป็นที่คุณต้องรับประทานวิตามินบี 1 มากมายขนาดนั้นอยู่แล้ว) เพราะในปริมาณเท่านี้อาจทําให้เกิดความผิดปกติบางประการต่อร่างกายได้ นอกจากนั้นการเสริมวิตามินบี 1 ร่วมกับการรับประทานวิตามินบี 2 และปี 6 จะ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทํางานของวิตามินบี 1 ในร่างกายให้ดีขึ้นด้วย

วิตามินบี 1 กับการบําบัดรักษา มีคํากล่าวอ้างว่าวิตามินบี 1 มีส่วนช่วยให้การบําบัด รักษาอาการของโรคดังต่อไปนี้ทุเลาลงได้

  • โรคอัลไซเมอร์ (ช่วยเพิ่มความจํา)
  • โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง
  • อาการอยากน้ำตาล

เสริมวิตามินบี 1 ทางเลือกที่เหมาะสําหรับใคร

  • นอกเหนือจากที่กล่าวไปแล้วข้างต้น คุณอาจจําเป็นต้องพิจารณาวิตามินบี 1 เป็นทางเลือกเพื่อสุขภาพ หากอยู่ในข่ายดังต่อไปนี้
  • มีอาการขาดวิตามินบี 1
  • เป็นโรค “เบอริเบอรี่” (Beriberi) ซึ่งเกิดจากการขาดวิตามินบี 1 อย่างรุนแรง
  • เป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง
  • มีโรคประจําตัวเป็นโรคกระเพาะ ทําให้ต้องรับประทานยาลดกรดในกระเพาะเป็นประจํา ซึ่งยาลดกรดจะไปทําลายวิตามินบี 1 ในกระเพาะอาหารให้เหลือน้อยลงด้วย
  • ผ่าตัดกระเพาะอาหารบางส่วนออกแล้ว
  • มือเป็นเหน็บ
  • อ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายเป็นประจํา
  • มีอาการซึมเศร้า
  • มีรูปแบบการดําเนินชีวิตที่เคร่งเครียดมากเป็นประจํา
  • ชอบออกกําลังกายหนักหักโหม
  • อาหารที่รับประทานในชีวิตประจําวันล้วนมีแต่ของหวาน และแป้งขาวเสียเป็นส่วนใหญ่
  • มีอาการท้องร่วง หรือเป็นไข้นานอย่างต่อเนื่อง
  • สตรีที่รับประทานยาคุมกําเนิดเป็นประจํา
  • ผู้ที่มีอายุเกิน 55 ปี อาจต้องลองพิจารณาว่าจะเลือกรับประทานวิตามินบี 1 เป็นการเสริมหรือไม่ เนื่องจากเมื่ออายุมากขึ้น ประสิทธิภาพในการใช้วิตามินบี 1 ของคนเราจะน้อยลงไปด้วย

ปริมาณที่แนะนํา 3-9 มิลลิกรัม : วัน เพื่อบํารุงสุขภาพ และ 29-100 มิลลิกรัม : วัน เพื่อการบําบัดรักษา *การรับประทานวิตามินบี 1 เสริมโดยทั่วไปให้รับประทาน 1 เม็ดหลังอาหาร ในปริมาณวันละ 100 มิลลิกรัม

ข้อพึงคํานึงก่อนการใช้วิตามินบี 1 เสริม

  • เมื่อมีอาการเจ็บป่วย เครียด รู้สึกว่าตนเองไม่ค่อยแข็งแรงโดยเฉพาะหลังการผ่าตัด สามารถใช้วิตามินบี 1 ช่วยบรรเทาอาการเหล่านี้ได้ แต่ควรรับประทานควบคู่กับวิตามินบีรวม
  • อ่านฉลากที่แนะนําบนผลิตภัณฑ์เสริมอาหารให้ละเอียด และใช้อย่างระมัดระวัง
  • เมื่อเข้ารับการรักษาพยาบาลใดๆ หากเคยมีอาการแพ้วิตามินบี 1 ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบ
  • สตรีมีครรภ์ สตรีในระยะให้นมบุตร ควรพิจารณาแหล่งวิตามินบี 1 ที่มาจากอาหารเป็นอันดับแรก เพราะการได้รับวิตามินบี 1 ในปริมาณมากเกินไปอาจส่งผลต่อทารกได้

การบริหารจัดการ Incentive

Incentive (อ่านว่า อิน เซน ทีฟ)

หมายถึง ค่าตอบแทนพิเศษส่วน ใหญ่เป็นการให้รางวัลจูงใจในรูปตัวเงิน คําคุ้นเคยที่ใช้บ่อยๆ ได้แก่ Incentive Pay หรือ Incentive Plan คือ การกําหนดแนวทาง หรือเงื่อนไขการจ่ายค่าตอบแทนพิเศษ เพื่อเป็นการจูงใจให้พนักงาน หรือกลุ่มพนักงานกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพิ่มผลงานผลผลิต ยอดขายหรือแม้แต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เป็นไปตามที่ตกลง หรือบรรลุตามเป้าหมายที่กําหนด

องค์กรควรให้ความสําคัญในเรื่องของการออกแบบ Incentive Pay เพราะผลการสํารวจความผูกผันของพนักงานจากหลายสํานักยังคงระบุว่า การจ่ายค่าตอบแทนมีความสําคัญกับการสร้างความผูกพันของพนักงานต่อองค์กรเป็นอย่างมาก

เมื่อพูดถึง Incentive สิ่งแรกที่เรามักจะนึกถึง คือ ค่าตอบแทนพิเศษในรูปแบบของตัวเงิน ซึ่งเงินค่าตอบแทนพิเศษ มีดังต่อไปนี้

  • เงินจ่ายตามผลงาน เช่น ยอดขายหรือยอดจัดจําหน่าย ยอดจํานวนลูกค้าที่หามาได้ ฯลฯ ในกลุ่มสายวิชาชีพการขาย จะเรียกเงินค่าตอบแทนนี้ว่า Commission ซึ่งจะมีการกําหนดเป้าหมายหรือระดับการจ่ายค่าตอบแทนไว้ชัดเจนล่วงหน้า หรือมีการปรับตามความจําเป็น เหมาะสมตามสถานการณ์
  • Incentive Work ค่าตอบแทนพิเศษที่จ่ายตามผลงานที่สามารถวัดผลงานได้อย่างชัดเจน เช่น จํานวนชิ้นงาน งวดงานหรือกําหนดเวลาที่แล้วเสร็จตาม โครงการก็สามารถพิจารณาจ่ายค่าตอบแทนพิเศษเพิ่มเติม ซึ่งอาจจะเป็นรูปของตัวเงินหรือเป็นผลิตภัณฑ์ สินค้าต่างๆ ตามที่ตกลงกัน
  • Incentive Bonus เป็นการจ่ายค่าตอบแทนเพิ่มเติมเมื่อบรรลุเป้าหมายเชิงธุรกิจ และจ่ายเมื่อทําผลงานครบปี ตามแผนธุรกิจ การจ่าย Incentive Bonus ส่วนใหญ่เป็นการจ่ายให้กับพนักงานโดยรวม ทั้งที่เป็นพนักงานกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการสร้างผลกําไรให้โดยตรง และกลุ่มที่เป็นสายสนับสนุน เพื่อจูงใจให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างผลงานให้กับองค์กร สําหรับ Incentive Bonus ที่จัดให้กับระดับผู้บริหารอาจจะจ่ายในรูปของหุ้นก็ได้
  • Incentive Travel ค่าตอบแทนพิเศษในรูปแบบของการให้เดินทางท่องเที่ยวซึ่งในต่างประเทศนิยมใช้แผนการจ่ายค่าตอบแทนในลักษณะนี้กันมาก
  • Incentive Retirement การจ่ายค่าตอบแทนพิเศษเพื่อจูงใจให้พนักงานเกษียณทํางานก่อนอายุตัวครบ 60 ปี เป็นต้น

การจ่ายค่าตอบแทนพิเศษต่างๆ เหล่านั้นเป็นต้นทุนทางการเงินที่สําคัญ ดังนั้น องค์กรจึงต้องมีการบริหารจัดการค่าตอบแทนพิเศษให้เกิดความคุ้มค่าที่สุด การกําหนดแผนหรือเงื่อนไขการจ่ายค่าตอบแทนพิเศษนี้ ต้องคํานึงถึง

  • ควรเน้นการจ่ายค่าตอบแทนพิเศษที่ให้ตามผลงานที่เกิดมูลค่าเพิ่ม และมุ่งความสําเร็จระยะยาว (Strategic KPI) มากกว่าผลงานเชิงปฏิบัติตามปกติซึ่งเป็นผลระยะสั้น
  • หมั่นติดตามตรวจสอบด้วยว่าเม็ดเงินที่ใช้ในการจ่ายค่าตอบแทนพิเศษต่างๆ นั้นเป็นเม็ดเงินที่มาจากกําไรส่วนเพิ่ม มิเช่นนั้นอาจจะกินกําไรส่วนที่เป็นมาตรฐานของบริษัท
  • ให้มั่นใจว่า Incentive ต่างๆ ที่จัดให้กับผู้บริหารและพนักงานไม่ควรแตกต่างกันอย่างสุดโต่ง เนื่องจากในปัจจุบันมีองค์กรหลายองค์กรทําหน้าที่กํากับดูแลในเรื่องของสิทธิมนุษยชน และความเหลื่อมล้ำ ภายในองค์กร เช่น มีข้อกําหนดของตลาดหลักทรัพย์ที่ให้ผู้บริหารเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับรายได้ และผลตอบแทน ดังนั้นการออกแบบ Incentive จึงต้องคํานึงถึงความเสมอภาค ความไม่เหลื่อมล้ำ และการอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน (Sustainability)
  • แนวทางที่กําหนดนั้น ต้องมีความชัดเจน โปร่งใส อธิบายได้ เป็นไปเพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจให้บุคคล หรือคณะบุคคลสามารถดําเนินงานได้บรรลุเป้าหมายนั้นได้จริง
  • แนวทางและเงื่อนไขที่กําหนดนั้น มีการปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมตามสถานการณ์ ตามราคาตลาด แต่ต้องเป็นไปเพื่อให้เกิดแรงจูงใจที่สูงขึ้นในการสร้างผลงานที่ดี
  • พิจารณาค่าตอบแทนพิเศษให้สมดุล เหมาะสม โดยคํานึงถึงรายได้โดยรวมทั้งฐานเงินเดือนและเงินค่าตอบแทนพิเศษที่ได้รับ ให้มั่นใจว่าไม่กระทบต่อการจ่ายค่าตอบแทนรวมของพนักงานในกลุ่มอื่น หรือสายวิชาชีพอื่นในองค์กรมากจนเกินไป
  • การจ่ายเงินพิเศษนี้ เมื่อจัดจ่ายให้พนักงานแล้วก็ยากที่จะปรับเปลี่ยนหรือยกเลิก เพราะอาจจะสามารถพิจารณาเป็นเงื่อนไขการจ้างได้ จึงควรพิจารณาโดยรอบคอบ และเงินตอบแทนพิเศษลักษณะนี้ นับวันก็มีแต่จะตอบแทนสูงขึ้น เงินจํานวนเดิมอาจจะไม่จูงใจเท่าเดิมก็เป็นได้ จึงควรพิจารณาการจูงใจที่ไม่ใช่ตัวเงินควบคู่กันไปด้วย เช่น ได้รับโอกาสในการพัฒนาตน เข้าร่วมฝึกอบรมหลักสูตรต่างๆ การได้รับวันหยุดเพิ่มเติม การท่องเที่ยวกับครอบครัว การได้รับรางวัล ประกาศนียบัตร จดหมายชื่นชมจากผู้บริหาร เป็นต้น

เมื่อเรามีการบริหารจัดการ Incentive หรือ ค่าตอบแทนพิเศษนี้เป็นอย่างดีทั่วถึง และยุติธรรม เหมาะสมตรงตามผลงานของทุกคนแล้ว สิ่งที่จะได้รับกลับมา คือ Employee Engagement ขององค์กรก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย

การบริหาร Attrition และ Benefit

“Attrition”

(อ่านว่าอะทริชเชิน) แปลว่า การลดลงของขนาดหรือจํานวนคน (แรงงานคน) เป็นคําที่วงการ HR สมัยใหม่ใช้กัน หมายถึง การลาออกของคน (พนักงาน) ในองค์กร จริงๆ แล้วคํานี้แรกเริ่มเดิมใช้อยู่ ในแวดวงนักประชากรศาสตร์ เพื่อรายงานการสํารวจการเคลื่อนย้ายของประชากร แต่ในระยะหลังบรรดาองค์กรข้ามชาติและบริษัทที่ปรึกษาชั้นนําได้นําศัพท์คําว่า “Attrition Rate” มาใช้กันอย่างกว้างขวาง ซึ่งหมายถึง อัตราการลาออกของพนักงานในองค์กรนั่นเอง

คนในกลุ่มวิชาชีพด้านทรัพยากรบุคคล หรือ ด้าน HR มักจะคุ้นเคยกับคําว่า Turnover Rate ซึ่งมีความหมายคล้ายกัน คือ อัตราการหมุนเวียน (เข้า-ออก) ของ พนักงาน แต่มีรากศัพท์ดูจะออกแนวบริหารธุรกิจมากกว่าบริหารคนไปหน่อย เพราะ คําว่า Turnover หมายถึง ผลประกอบการกําไร-ขาดทุนอีกด้วย และเนื่องจากคําว่า Turnover Rate หมายถึง อัตราหมุนเวียน (เข้า-ออก) ของพนักงาน เวลาใช้จริง จึงมีคําว่า “Turnover In” หมายถึง อัตราการหาคนเข้ามาในองค์กร และ “Turnover Out” หมายถึง อัตราการไหลออกหรือลาออกของพนักงาน

สรุปว่า Attrition Rate กับ Turnover Rate มีความหมายคล้ายกัน สามารถเลือกใช้ตัวใดตัวหนึ่งได้ การบริหารคนให้มีอัตราการลาออกที่เหมาะสม ถือเป็นเรื่องสําคัญที่ต้องบริหารจัดการอย่างถูกต้อง เพราะอัตราการลาออกเป็นตัวบ่งชี้ประสิทธิผลของการบริหารคนหลายประเด็น อาทิ

  • ความสามารถในการคัดเลือกคนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับงานและวัฒนธรรมองค์กร หากระบบกลั่นกรองไม่มีประสิทธิผล ก็รับคนที่ไม่ใช่เข้ามา ไม่ช้าเขาก็ต้องลาออกหรือถูกให้ออกจากงานและองค์กรไป
  • ประสิทธิผลของระบบการจูงใจและรักษาคน ระบบการจูงใจให้รางวัลการบริหารผลงานที่ไม่เหมาะสมเป็นธรรม ก็จะส่งผลกระทบต่อขวัญกําลังใจและนําไปสู่การลาออก โดยเฉพาะคนเก่งในองค์กร
  • การบริหารต้นทุนด้านทรัพยากรบุคคล อัตราการลาออกมีผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายที่ต้องไปเสาะหาคนเก่ง ต้องมาฝึกหัดพัฒนาต่างๆ เพื่อเตรียมเข้าสู่งาน ไม่รวมต้นทุนแฝงที่เกิดการสูญเสียโอกาสการดําเนินธุรกิจ หรืองานบางอย่างอาจล่าช้าผิดพลาด

แนวทางที่องค์กรส่วนใหญ่ใช้ในการบริหารจัดการอัตราการลาออกให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม มีดังนี้

  • มีการสํารวจความพึงพอใจ ขวัญกําลังใจและความผูกพันของพนักงานกับองค์กร เพื่อหาแนวทางในการป้องกันและแก้ปัญหาการไหลออกของพนักงาน โดยเฉพาะกลุ่มคนเก่งได้อย่างตรงจุด
  • มีการสัมภาษณ์สอบถามเพื่อเก็บข้อมูลสาเหตุการลาออกของพนักงาน (Exit Interview) เพื่อนํามาวิเคราะห์หาสาเหตุที่แท้จริงว่า การลาออกนั้น เป็น Internal Push เป็นสาเหตุจากแรงผลักภายใน ซึ่งอาจเกิดจากหัวหน้างาน หรือระบบการให้รางวัล ฯลฯ หรือมีสาเหตุจาก External Pull คือ มีแรงดึงจากภายนอกองค์กรมาให้ข้อเสนอที่จูงใจ บางองค์กรมีการกําหนดแผนในการบริหาร ให้มีอัตราการลาออกของบางกลุ่มงานไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้เกิดอัตราการหมุนเวียนคนใหม่ๆ ดังนั้น หากมีการสัมภาษณ์อย่างเป็นระบบและนําข้อมูลมาวิเคราะห์ ประเมินแล้ว ก็จะสามารถหาแนวทางดําเนินการได้อย่างเหมาะสมต่อไป
  • มีระบบสอดส่องดูแลและการให้คําปรึกษาที่ดีแก่พนักงาน เพื่อเป็นการป้องกันการสูญเสียคนเก่งคนดีไปจากองค์กร

หากถามว่า Attrition Rate อัตราการลาออกควรเป็นเท่าไรจึงจะเหมาะสม ให้ตอบแบบฟันธงคงยาก เพราะขึ้นอยู่กับนโยบาย กลยุทธ์ขององค์กร และที่สําคัญฝีมือการบริหารคนของผู้นําและ HR ในองค์กรนั้นๆด้วย

Attrition ที่เหมาะสม ขึ้นอยู่กับความคมของการบริหาร

 

“Benefit’’

(อ่านว่าเบน-อิฟิท) หมายถึง สิทธิประโยชน์ที่จัดให้แก่พนักงาน นอกเหนือจากค่าจ้างเงินเดือนตามปกติ หากเราสามารถบริหาร Benefit ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกเหนือจากจะช่วยให้อัตรา Attrition น้อยลงแล้ว ยังจะช่วยเพิ่มความสามารถในการดึงดูด (Attraction) เข้ามา และรักษาพนักงานไว้กับองค์กรได้ด้วย

ตัวอย่างของสิทธิประโยชน์ทั่วไป ได้แก่ การลาพักผ่อนประจําปี รวมทั้งการลาประเภทต่างๆ การจัดสถานที่เลี้ยงบุตร (Day Care) การจัดที่พักอาศัย การเบิกจ่ายกรณีไปอบรมเพิ่มเติมพิเศษ สําหรับสิทธิประโยชน์ที่จัดเป็นพิเศษให้กับผู้บริหารมักจะเรียกว่า Perg หรือ Perk ได้แก่ การเป็นสมาชิกสปอร์ตคลับต่างๆ หรือจัดให้มีรถยนต์และคนขับรถประจําตําแหน่ง เป็นต้น

มักใช้คําว่า Benefit ควบคู่กับ Welfare และเรียกรวมว่า สิทธิประโยชน์และสวัสดิการ ซึ่งครอบคลุมสวัสดิการการรักษาพยาบาล การให้เงินทดแทนเนื่องจากเจ็บป่วยหรือทุพพลภาพ การประกันชีวิต การจ่ายสวัสดิการบํานาญให้แก่ลูกจ้างที่เกษียณอายุ การให้สิทธิการซื้อหุ้นหรือการจ่ายสวัสดิการในรูปของหุ้น การประกันสังคม เงินช่วยเหลือต่างๆ เช่น คลอดบุตร งานมงคลสมรส งานศพ เป็นต้น

การบริหาร Benefit & welfare นั้น ถือเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลขององค์กรที่สําคัญ จึงต้องมีกลยุทธ์ที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดความคุ้มค่า เพราะสิทธิประโยชน์และสวัสดิการเป็นต้นทุนต่อเนื่องขององค์กร และนับวันก็มีแต่จะเพิ่มขึ้น อีกทั้งความต้องการของพนักงานก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย ดังนั้น องค์กรสมัยใหม่อาจจะกําหนดกลยุทธ์ในการบริหาร Benefit & Welfare ได้ดังนี้

  • ใช้กลยุทธ์ Customize Approach คือ จากเดิมที่จัดให้พนักงานทุกคนได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการเหมือนกันทั้งองค์กร เพื่อให้เกิดความเสมอภาคนั้น เราอาจจะพิจารณาจัด Benefit & Welfare ให้สอดคล้องกับข้อมูลประวัติของพนักงาน (Profile) ที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น Customize ให้ตรงตามช่วงอายุ เพศ Life Style ลักษณะงาน หรือที่เรียกว่า Flex Benefit หรือจัดสิทธิประโยชน์ที่ตรงกับรูปแบบธุรกิจขององค์กร เช่น ธุรกิจการบิน มีการจําหน่ายตั๋วเครื่องบินราคาพิเศษให้กับพนักงานธุรกิจโทรคมนาคม จัดให้มีค่า Air Time ราคาพนักงาน และธุรกิจรถยนต์ มีการปรับราคารถให้พนักงานได้ซื้อในราคาประหยัด เป็นต้น ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้เกิด Brand Loyalty และทั้งหมดนั้นก็จะทําให้การลงทุนในเม็ดเงินที่ใช้ในการดูแลพนักงานเกิดความคุ้มค่า เพราะตรงใจพนักงาน ทําให้สามารถครองใจพนักงานได้ด้วย
  • ใช้กลยุทธ์การสื่อสาร เพื่อให้พนักงานรับทราบสิทธิประโยชน์และสวัสดิการอย่างต่อเนื่อง โดยมีวิธีการสื่อสารที่ทําให้พนักงานรู้สึกถึงความเป็นห่วงเป็นใยในชีวิตการทํางานของพนักงานจากทีมผู้บริหาร ซึ่งจะมีส่วนเสริมสร้าง Employee Relation ได้เป็นอย่างดีด้วย

ปัจจุบันมีหลายองค์กรได้จ้างบริษัทที่ปรึกษา มาทําการศึกษาความเหมาะสมและความคุ้มค่า ในการบริหารสิทธิประโยชน์และสวัสดิการขององค์กร โดยพิจารณาจากข้อมูลการใช้สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของพนักงาน หากพบว่ามีสิทธิประโยชน์และสวัสดิการด้านใดที่ไม่นิยมใช้ หรือพนักงานไม่ค่อยรับรู้ ก็สามารถนําสิทธิประโยชน์และสวัสดิการด้านนั้นมาปรับให้ตรงความต้องการของพนักงาน และนํามาเป็นข้อมูลในการสื่อสารแก่พนักงานต่อไปได้

หากสามารถบริหารจัดการ Benefit ได้อย่างตรงใจพนักงาน และคุ้มค่าต่อการลงทุนขององค์กรแล้วเมื่อนั้นจึงจะถือว่าเป็น Benefit ที่ fit กับพนักงานและองค์กรได้อย่างแท้จริง